1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. บริหารคิวและเวลา
  4. จัดตารางพนักงานตามคิวจริง ไม่ขาดไม่เกิน
บริหารคิวและเวลา

จัดตารางพนักงานตามคิวจริง ไม่ขาดไม่เกิน

จัดตารางพนักงานจากข้อมูลคิวจริงรายชั่วโมง แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ วางกะเหลื่อมเวลา พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ให้คนไม่ขาดช่วงแน่นและไม่ล้นช่วงเงียบ

โดย ทีม NadQเผยแพร่ อ่าน 8 นาที
ภาพปกบทความ จัดตารางพนักงานตามคิวจริง
สารบัญ 12
  1. ทำไมการจัดตารางพนักงานแบบเท่ากันทุกชั่วโมงถึงเสียเปรียบ
  2. ขั้นที่ 1 เก็บข้อมูลคิวรายชั่วโมงให้พอใช้
  3. ขั้นที่ 2 แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง
  4. ข้อควรระวังเรื่องบริการยาว
  5. ขั้นที่ 3 ตัวอย่างจัดตารางพนักงานร้านตัดผมวันเสาร์
  6. แปลงเป็นกะเหลื่อมเวลา
  7. รูปแบบกะที่ใช้บ่อยในร้านบริการ
  8. จัดตารางพนักงานโดยคำนึงถึงทักษะ ไม่ใช่แค่จำนวนหัว
  9. ตรวจทานตารางทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลข 3 ตัว
  10. เช็กลิสต์ก่อนประกาศตารางสัปดาห์หน้า
  11. ใช้ระบบจองคิวช่วยให้ตารางกับคิวตรงกัน
  12. สรุป

หลายร้านจัดตารางพนักงานแบบ "ทุกคนเข้า 10 โมง เลิก 2 ทุ่ม" มาตั้งแต่เปิดร้าน ผลคือช่วงสายวันธรรมดาช่างนั่งเล่นมือถือกันสามคน แต่พอเย็นวันศุกร์หรือเสาร์กลับมีลูกค้ายืนรอเต็มหน้าร้าน การจัดตารางพนักงานให้ตรงกับคิวจริงจึงไม่ได้แปลว่าต้องจ้างคนเพิ่ม บ่อยครั้งแค่ย้ายชั่วโมงงานที่มีอยู่ไปไว้ถูกช่วงก็พอ บทความนี้จะพาคุณแปลงข้อมูลคิวของร้านให้เป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง วางกะแบบเหลื่อมเวลา และตรวจทานทุกสัปดาห์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่ทำตามได้

ทำไมการจัดตารางพนักงานแบบเท่ากันทุกชั่วโมงถึงเสียเปรียบ

ความต้องการของลูกค้าร้านบริการแทบไม่เคยเรียบเท่ากันทั้งวัน ร้านตัดผมมักแน่นช่วงเย็นและวันหยุด คลินิกเย็นแน่นหลังเลิกงาน ร้านล้างรถแน่นเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนร้านสปาอาจแน่นบ่ายวันหยุด เมื่อจำนวนพนักงานคงที่แต่ความต้องการขึ้นลง ร้านจะเจอปัญหาสองด้านพร้อมกัน

  • ช่วงคนล้น คุณจ่ายค่าแรงเต็มชั่วโมงแต่ได้งานไม่เต็ม ค่าแรงต่อคิวสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • ช่วงคนขาด ลูกค้ารอนาน บางคนเดินออกไปโดยไม่บอก ร้านเสียรายได้ที่ไม่มีวันเห็นในบัญชี และพนักงานที่อยู่ก็เหนื่อยจนคุณภาพงานตก

การจัดตารางตามคิวจริงคือการจับคู่ "ชั่วโมงงานที่ต้องใช้" กับ "ชั่วโมงงานที่มี" ให้ใกล้กันที่สุดในแต่ละช่วง ไม่ใช่แค่ในภาพรวมของทั้งวัน ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าร้านรับได้กี่คิวต่อวัน แนะนำอ่าน วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวัน ก่อน เพราะบทความนี้จะต่อยอดจากสูตรเดียวกันแต่ย่อยลงมาเป็นรายชั่วโมง

ขั้นที่ 1 เก็บข้อมูลคิวรายชั่วโมงให้พอใช้

ก่อนจะจัดตารางพนักงานได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าลูกค้ามาเมื่อไร ข้อมูลที่ควรเก็บมีไม่มาก แต่ต้องครบและต่อเนื่อง

  1. จำนวนคิวที่เริ่มให้บริการในแต่ละชั่วโมง แยกคิวจองกับ walk-in ถ้าทำได้ เพราะ walk-in คาดเดายากกว่า
  2. ประเภทบริการ เพราะตัดผม 30 นาทีกับทำสี 2 ชั่วโมงกินเวลาช่างไม่เท่ากัน
  3. เวลาบริการจริง ไม่ใช่เวลาที่ตั้งไว้ในเมนู หลายร้านพบว่าบริการบางอย่างใช้เวลาจริงนานกว่าที่คิด
  4. ลูกค้าที่เดินออกเพราะรอนาน ถ้าจดได้ ตัวเลขนี้บอกว่าความต้องการจริงสูงกว่าจำนวนคิวที่บันทึกไว้
  5. คิวที่ไม่มาตามนัด เพื่อแยกให้ออกว่าช่วงไหนเงียบเพราะลูกค้าน้อยจริง หรือเงียบเพราะนัดหลุด

ควรใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และแยกดูตามวันในสัปดาห์ เพราะวันจันทร์กับวันเสาร์ของร้านเดียวกันมักหน้าตาต่างกันมาก ช่วงที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาลควรแยกออกมาดูต่างหาก ไม่อย่างนั้นค่าเฉลี่ยจะเพี้ยน

ถ้าร้านยังจดคิวด้วยสมุด วิธีง่ายที่สุดคือทำตารางเล็ก ๆ ข้างเคาน์เตอร์ ขีดหนึ่งขีดทุกครั้งที่เริ่มคิวใหม่ในช่องชั่วโมงนั้น ทำครบ 4 สัปดาห์ก็ได้ข้อมูลที่ใช้วางแผนได้แล้ว

ขั้นที่ 2 แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง

เมื่อรู้ว่าแต่ละชั่วโมงมีกี่คิว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นจำนวนพนักงาน สูตรที่ใช้ได้กับร้านส่วนใหญ่คือ

จำนวนคนที่ต้องใช้ = (จำนวนคิวในชั่วโมงนั้น × เวลาต่อคิวรวม buffer) ÷ (60 × อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย)

  • เวลาต่อคิวรวม buffer คือเวลาบริการบวกเวลาเตรียมหรือทำความสะอาดระหว่างคิว เช่น ตัดผมชาย 30 นาที บวก 5 นาที เป็น 35 นาที ถ้าอยากรู้ว่าควรเผื่อเท่าไร อ่านต่อได้ที่ buffer time ระหว่างคิว
  • อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย คือสัดส่วนเวลาที่คุณยอมให้พนักงานยุ่งจริง ร้านบริการนิยมตั้งไว้ราว 0.75–0.85 เพื่อเผื่อคนมาสายและงานเกินเวลา ถ้าตั้ง 1.0 แปลว่าคาดหวังให้ช่างทำงานต่อเนื่องไม่มีช่องว่างเลย ซึ่งในชีวิตจริงแทบเป็นไปไม่ได้ รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความ Utilization rate คืออะไร
  • ปัดขึ้นเสมอ เพราะครึ่งคนไม่มีจริง ถ้าคำนวณได้ 2.3 ให้วางแผน 3 คน หรือ 2 คนแล้วยอมรับว่าช่วงนั้นลูกค้าจะรอนานขึ้น

ถ้าร้านมีหลายบริการ ให้คิดเป็น "นาทีงาน" แทนจำนวนคิว เช่น ชั่วโมงนั้นมีตัดผม 4 คิว (35 นาที) และสระไดร์ 2 คิว (35 นาที) รวมเป็น 210 นาทีงาน แล้วหารด้วย 60 × 0.85 = 51 จะได้ประมาณ 4.1 คน

ข้อควรระวังเรื่องบริการยาว

บริการที่ยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง เช่น ทำสีหรือนวด 90 นาที จะกินเวลาข้ามชั่วโมง ให้กระจายนาทีงานไปยังชั่วโมงที่บริการนั้นครอบคลุมจริง อย่านับรวมไว้ที่ชั่วโมงที่เริ่มอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นชั่วโมงแรกจะดูแน่นเกินจริง และชั่วโมงถัดไปจะดูว่างเกินจริง

ขั้นที่ 3 ตัวอย่างจัดตารางพนักงานร้านตัดผมวันเสาร์

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ร้านตัดผมชายแห่งหนึ่งเปิด 10:00–20:00 มีช่าง 4 คน บริการหลักคือตัดผมชาย 30 นาที บวก buffer 5 นาที เป็น 35 นาทีต่อคิว ตั้งอัตราการใช้เวลาเป้าหมาย 0.85 ข้อมูลเฉลี่ยวันเสาร์ย้อนหลัง 4 สัปดาห์เป็นดังนี้

ช่วงเวลา คิวเฉลี่ย (ตัวอย่าง) นาทีงาน คนที่ต้องใช้ (คำนวณ) วางแผนจริง
10:00–11:00 2 70 1.4 2
11:00–12:00 3 105 2.1 2
12:00–13:00 3 105 2.1 2
13:00–14:00 4 140 2.7 3
14:00–15:00 4 140 2.7 3
15:00–16:00 5 175 3.4 3–4
16:00–17:00 6 210 4.1 4
17:00–18:00 6 210 4.1 4
18:00–19:00 5 175 3.4 4
19:00–20:00 3 105 2.1 2

วิธีอ่านตาราง ช่วง 16:00–18:00 ต้องใช้ช่างครบ 4 คน แต่ช่วงเช้า 10:00–13:00 ใช้แค่ 2 คนก็พอ ถ้าให้ช่างทั้ง 4 คนเข้า 10:00 เลิก 20:00 ร้านจะจ่ายค่าแรงราว 40 ชั่วโมงช่าง ขณะที่ความต้องการรวมตามคอลัมน์วางแผนจริงอยู่ที่ประมาณ 29–30 ชั่วโมงช่าง ส่วนต่างราว 10 ชั่วโมงคือเวลาที่จ่ายไปแต่ไม่ได้ใช้

แปลงเป็นกะเหลื่อมเวลา

จากตารางข้างบน ลองจัดกะแบบนี้ (ประมาณการ)

ช่าง เวลาเข้า–ออก พัก ชั่วโมงทำงาน
ช่าง A 10:00–18:00 14:30–15:00 7.5
ช่าง B 10:00–18:00 15:00–15:30 7.5
ช่าง C 12:00–20:00 12:30–13:00 7.5
ช่าง D 14:00–20:00 พักสั้นตามจังหวะคิวหลัง 19:00 ราว 6

ผลคือช่วงเช้ามี 2 คน ช่วงบ่ายมี 3–4 คน (พักสลับกันช่วงที่ไม่แน่นที่สุด) และช่วง 16:00–18:00 มีครบ 4 คน ชั่วโมงงานรวมลดจาก 40 เหลือราว 28.5 ชั่วโมง โดยช่วงที่แน่นที่สุดยังมีคนครบ ส่วนช่วง 18:00–19:00 ที่ตารางบอกว่าต้องใช้ 4 คนแต่มีเพียง 2 คน ร้านอาจเลือกให้ช่าง A หรือ B อยู่ต่ออีกหนึ่งชั่วโมงในวันที่คิวจองเต็ม หรือจำกัดการรับจองช่วงนั้นให้พอดีกับคนที่มี ชั่วโมงที่ประหยัดได้จะนำไปเพิ่มในวันที่ขาดคน เช่น ศุกร์เย็น หรือใช้ลดต้นทุนก็ได้

ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ร้านคุณอาจมีข้อจำกัดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำต่อกะ ระยะทางที่พนักงานเดินทาง หรือข้อตกลงเรื่องชั่วโมงงาน ซึ่งต้องนำมาประกอบการตัดสินใจด้วย

รูปแบบกะที่ใช้บ่อยในร้านบริการ

เมื่อรู้ความต้องการรายชั่วโมงแล้ว ลองเลือกรูปแบบกะที่เข้ากับร้าน

รูปแบบกะ เหมาะกับ ข้อดี ข้อควรระวัง
กะเดียวเต็มวัน ร้านเล็กที่ความต้องการเรียบ จัดง่าย ไม่ต้องคิดมาก จ่ายค่าแรงช่วงเงียบ
กะเหลื่อมเวลา ร้านที่แน่นช่วงเย็นหรือวันหยุด ใส่คนตรงช่วงแน่น ต้องสื่อสารตารางให้ชัดทุกสัปดาห์
กะเช้า–เย็นแยกกัน ร้านที่เปิดยาว 11–12 ชั่วโมง ไม่มีใครทำงานยาวเกินไป ช่วงเปลี่ยนกะต้องส่งต่องานให้ดี
พนักงานพาร์ตไทม์ช่วงพีก ร้านที่แน่นมากเฉพาะเสาร์อาทิตย์ เพิ่มกำลังเฉพาะช่วงที่ต้องการ ต้องฝึกให้ทำบริการหลักได้จริง
ช่างประจำตามนัด บริการเฉพาะทาง เช่น สัก ต่อขนตา ช่างเข้าเฉพาะวันที่มีนัด ต้องปิดรับจองล่วงหน้าให้ตรงวันเข้า

หลายร้านใช้ผสมกัน เช่น ช่างประจำ 2 คนเข้ากะเหลื่อมเวลา บวกพาร์ตไทม์ 1 คนเฉพาะเสาร์อาทิตย์ช่วงบ่าย

จัดตารางพนักงานโดยคำนึงถึงทักษะ ไม่ใช่แค่จำนวนหัว

จำนวนคนที่ถูกต้องยังไม่พอ ถ้าคนที่อยู่ในกะทำบริการที่ลูกค้าจองไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ร้านเสริมสวยที่มีช่างทำสีเพียงคนเดียว ถ้าช่างคนนั้นหยุดวันเสาร์ คิวทำสีทั้งวันก็หายไป

วิธีป้องกันคือทำ ตารางทักษะ ง่าย ๆ ว่าใครทำบริการอะไรได้ แล้วตรวจว่าทุกช่วงเวลามีคนทำบริการหลักได้อย่างน้อยหนึ่งคน

  • บริการที่ขายดีที่สุด ควรมีคนทำได้มากกว่าหนึ่งคนในทุกกะ
  • บริการที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ให้รับจองเฉพาะวันที่ช่างคนนั้นเข้า ระบบจองคิวออนไลน์ส่วนใหญ่ผูกบริการกับช่างได้ ลูกค้าจะเห็นเฉพาะเวลาที่มีคนทำได้จริง
  • ถ้าร้านใช้ทรัพยากรร่วม เช่น ห้องนวด เตียง หรืออ่างสระผม จำนวนคนที่มีประโยชน์ต่อชั่วโมงจะไม่เกินจำนวนทรัพยากรนั้น การเพิ่มช่างเกินจำนวนเก้าอี้ไม่ได้เพิ่มคิว

อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ พนักงานหน้าร้าน ช่วงที่ลูกค้าเข้าออกถี่ การรับลูกค้า เก็บเงิน และตอบแชตจอง อาจกินเวลาช่างจนงานหลักเดินช้า ร้านที่คิวแน่นควรพิจารณาว่าช่วงพีกต้องมีคนดูแลหน้าร้านโดยเฉพาะหรือไม่

ตรวจทานตารางทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลข 3 ตัว

ตารางที่ดีไม่ได้จัดครั้งเดียวจบ ควรตรวจทานทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลขง่าย ๆ สามตัว

  1. อัตราการใช้เวลาของพนักงานรายช่วง ถ้าช่วงไหนต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แปลว่ามีคนเกิน ถ้าช่วงไหนสูงกว่า 90% แปลว่าคนตึงเกินไปและลูกค้าน่าจะรอนาน
  2. เวลารอเฉลี่ยของลูกค้า walk-in ถ้าเพิ่มขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง ให้ดูว่าช่วงนั้นคนพอหรือไม่
  3. จำนวนคิวที่ปฏิเสธหรือลูกค้าเดินออก ตัวเลขนี้บอกความต้องการที่ร้านรับไม่ทัน

ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ KPI ร้านบริการที่ควรดูทุกสัปดาห์ ถ้าตัวเลขบอกว่าคนตึงเกือบทุกช่วงแม้จัดกะเหลื่อมแล้ว คำถามถัดไปคือควร เพิ่มพนักงานหรือขยายเวลาเปิดร้าน ส่วนถ้าปัญหาอยู่ที่ช่วงพีกไม่กี่ชั่วโมง มีวิธีรับมือเฉพาะทางใน การจัดการช่วงคิวแน่น

เช็กลิสต์ก่อนประกาศตารางสัปดาห์หน้า

  • ทุกชั่วโมงมีคนเพียงพอตามตารางความต้องการหรือยัง
  • ช่วงพีกไม่มีใครพักยาวพร้อมกัน
  • ทุกช่วงมีคนทำบริการขายดีได้อย่างน้อยหนึ่งคน
  • วันหยุดของพนักงานไม่ชนกับวันที่ร้านแน่นที่สุดโดยไม่จำเป็น
  • ปิดรับจองในช่วงที่คนไม่พอแล้วหรือยัง ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะจองเข้ามาแล้วต้องรอ
  • แจ้งตารางให้พนักงานล่วงหน้าพอสมควร เพื่อให้วางแผนชีวิตได้

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด ตารางที่เปลี่ยนกะทันหันบ่อย ๆ ทำให้พนักงานเหนื่อยและลาออก ซึ่งแพงกว่าชั่วโมงงานที่ประหยัดได้

ใช้ระบบจองคิวช่วยให้ตารางกับคิวตรงกัน

ปัญหาที่พบบ่อยคือจัดตารางพนักงานไว้อย่างหนึ่ง แต่ระบบรับจองยังเปิดให้จองตามเวลาร้านทั้งวัน ลูกค้าจึงจองเข้ามาในช่วงที่คนไม่พอ วิธีแก้คือให้เวลาที่เปิดรับจองขึ้นกับตารางงานของแต่ละคน เมื่อช่างไม่อยู่ ช่องจองของช่างคนนั้นก็ต้องหายไปด้วย

ใน NadQ คุณกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดของพนักงานแต่ละคนได้ หน้าจองออนไลน์จะแสดงเฉพาะเวลาที่มีช่างว่างจริง สำหรับแพ็กเกจ Pro มีแดชบอร์ดกำลังรับคิวและตัวจำลองให้ลองเปลี่ยนจำนวนช่างหรือเวลาเปิด แล้วดูว่าจำนวนคิวต่อวันเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนตัดสินใจจริง รายละเอียดแพ็กเกจดูได้ที่ หน้าราคา และถ้าอยากเห็นค่าตั้งต้นของธุรกิจใกล้เคียงกับร้านคุณ ลองดู ร้านตัดผม หรือ ร้านสปาและนวด

สรุป

การจัดตารางพนักงานตามคิวจริงเริ่มจากข้อมูลคิวรายชั่วโมงอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แปลงเป็นนาทีงาน หารด้วย 60 คูณอัตราการใช้เวลาเป้าหมายราว 0.75–0.85 จะได้จำนวนคนที่ต้องใช้แต่ละชั่วโมง จากนั้นวางกะเหลื่อมเวลาให้คนมากที่สุดอยู่ในช่วงแน่นที่สุด ตรวจว่าทุกกะมีทักษะครบ และทบทวนทุกสัปดาห์ด้วยอัตราการใช้เวลา เวลารอ และจำนวนลูกค้าที่รับไม่ทัน ร้านส่วนใหญ่จะพบว่าไม่ต้องเพิ่มคนเสมอไป แค่ย้ายชั่วโมงงานไปไว้ถูกที่ก็รับลูกค้าได้มากขึ้นแล้ว

ถ้าอยากลองผูกตารางพนักงานเข้ากับหน้าจองคิวของร้านคุณ NadQ มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

จัดตารางพนักงานควรเริ่มจากข้อมูลอะไร

เริ่มจากจำนวนคิวที่ให้บริการจริงแยกตามวันในสัปดาห์และรายชั่วโมง ย้อนหลังอย่างน้อย 4 สัปดาห์ รวมทั้งคิวจองและ walk-in แล้วคูณด้วยเวลาบริการจริงเฉลี่ย จะได้ชั่วโมงงานที่ต้องใช้ในแต่ละช่วง

ควรตั้งเป้าให้พนักงานยุ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลา

ร้านบริการส่วนใหญ่นิยมตั้งเป้าราว 75–85% ของเวลาที่พร้อมให้บริการ เพื่อเผื่อลูกค้ามาสาย งานเกินเวลา และลูกค้า walk-in ถ้าตั้งเป้าใกล้ 100% คิวจะเลื่อนต่อกันจนลูกค้ารอนาน

ถ้าช่วงเย็นคนไม่พอแต่ช่วงเช้าคนว่าง ควรทำอย่างไร

ลองใช้กะเหลื่อมเวลา เช่น ให้บางคนเข้าสายและเลิกดึก แทนการให้ทุกคนเข้าออกพร้อมกัน ช่วยเพิ่มคนในช่วงเย็นได้โดยไม่เพิ่มชั่วโมงงานรวม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด ›
บริหารคิวและเวลา

จัดการช่วงคิวแน่น (Peak hour) ให้รับลูกค้าได้มากขึ้น

วิธีจัดการช่วงคิวแน่นของร้านบริการ หาชั่วโมงพีกจากข้อมูลจริง ย้ายลูกค้าที่ยืดหยุ่นไปช่วงเงียบ เพิ่มกำลังเฉพาะช่วง และจัดเมนูช่วงพีกให้รับลูกค้าได้มากขึ้น

อ่าน 7 นาที

บริหารคิวและเวลา

คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง

วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวันของร้านบริการ หักเวลาพัก เผื่อ buffer และ utilization พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ร้านอาบน้ำแมว คลินิกเย็น และสูตรร้านที่มีหลายบริการ

อ่าน 7 นาที

เพิ่มรายได้และบริหารร้าน

เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน แบบไหนดีกว่า

คิวเต็มจนต้องขยายกำลังร้าน เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม หรือควรขยายเวลาเปิดร้านแทน เทียบคิวที่ได้เพิ่ม ต้นทุน และจุดคุ้มทุน พร้อมตัวอย่างคำนวณและขั้นตอนทดลอง

อ่าน 6 นาที