- หน้าแรก
- บทความ
- บริหารคิวและเวลา
- จัดตารางพนักงานตามคิวจริง ไม่ขาดไม่เกิน
จัดตารางพนักงานตามคิวจริง ไม่ขาดไม่เกิน
จัดตารางพนักงานจากข้อมูลคิวจริงรายชั่วโมง แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ วางกะเหลื่อมเวลา พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ให้คนไม่ขาดช่วงแน่นและไม่ล้นช่วงเงียบ

สารบัญ 12
- ทำไมการจัดตารางพนักงานแบบเท่ากันทุกชั่วโมงถึงเสียเปรียบ
- ขั้นที่ 1 เก็บข้อมูลคิวรายชั่วโมงให้พอใช้
- ขั้นที่ 2 แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง
- ข้อควรระวังเรื่องบริการยาว
- ขั้นที่ 3 ตัวอย่างจัดตารางพนักงานร้านตัดผมวันเสาร์
- แปลงเป็นกะเหลื่อมเวลา
- รูปแบบกะที่ใช้บ่อยในร้านบริการ
- จัดตารางพนักงานโดยคำนึงถึงทักษะ ไม่ใช่แค่จำนวนหัว
- ตรวจทานตารางทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลข 3 ตัว
- เช็กลิสต์ก่อนประกาศตารางสัปดาห์หน้า
- ใช้ระบบจองคิวช่วยให้ตารางกับคิวตรงกัน
- สรุป
หลายร้านจัดตารางพนักงานแบบ "ทุกคนเข้า 10 โมง เลิก 2 ทุ่ม" มาตั้งแต่เปิดร้าน ผลคือช่วงสายวันธรรมดาช่างนั่งเล่นมือถือกันสามคน แต่พอเย็นวันศุกร์หรือเสาร์กลับมีลูกค้ายืนรอเต็มหน้าร้าน การจัดตารางพนักงานให้ตรงกับคิวจริงจึงไม่ได้แปลว่าต้องจ้างคนเพิ่ม บ่อยครั้งแค่ย้ายชั่วโมงงานที่มีอยู่ไปไว้ถูกช่วงก็พอ บทความนี้จะพาคุณแปลงข้อมูลคิวของร้านให้เป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง วางกะแบบเหลื่อมเวลา และตรวจทานทุกสัปดาห์ พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่ทำตามได้
ทำไมการจัดตารางพนักงานแบบเท่ากันทุกชั่วโมงถึงเสียเปรียบ
ความต้องการของลูกค้าร้านบริการแทบไม่เคยเรียบเท่ากันทั้งวัน ร้านตัดผมมักแน่นช่วงเย็นและวันหยุด คลินิกเย็นแน่นหลังเลิกงาน ร้านล้างรถแน่นเช้าวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนร้านสปาอาจแน่นบ่ายวันหยุด เมื่อจำนวนพนักงานคงที่แต่ความต้องการขึ้นลง ร้านจะเจอปัญหาสองด้านพร้อมกัน
- ช่วงคนล้น คุณจ่ายค่าแรงเต็มชั่วโมงแต่ได้งานไม่เต็ม ค่าแรงต่อคิวสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
- ช่วงคนขาด ลูกค้ารอนาน บางคนเดินออกไปโดยไม่บอก ร้านเสียรายได้ที่ไม่มีวันเห็นในบัญชี และพนักงานที่อยู่ก็เหนื่อยจนคุณภาพงานตก
การจัดตารางตามคิวจริงคือการจับคู่ "ชั่วโมงงานที่ต้องใช้" กับ "ชั่วโมงงานที่มี" ให้ใกล้กันที่สุดในแต่ละช่วง ไม่ใช่แค่ในภาพรวมของทั้งวัน ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าร้านรับได้กี่คิวต่อวัน แนะนำอ่าน วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวัน ก่อน เพราะบทความนี้จะต่อยอดจากสูตรเดียวกันแต่ย่อยลงมาเป็นรายชั่วโมง
ขั้นที่ 1 เก็บข้อมูลคิวรายชั่วโมงให้พอใช้
ก่อนจะจัดตารางพนักงานได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าลูกค้ามาเมื่อไร ข้อมูลที่ควรเก็บมีไม่มาก แต่ต้องครบและต่อเนื่อง
- จำนวนคิวที่เริ่มให้บริการในแต่ละชั่วโมง แยกคิวจองกับ walk-in ถ้าทำได้ เพราะ walk-in คาดเดายากกว่า
- ประเภทบริการ เพราะตัดผม 30 นาทีกับทำสี 2 ชั่วโมงกินเวลาช่างไม่เท่ากัน
- เวลาบริการจริง ไม่ใช่เวลาที่ตั้งไว้ในเมนู หลายร้านพบว่าบริการบางอย่างใช้เวลาจริงนานกว่าที่คิด
- ลูกค้าที่เดินออกเพราะรอนาน ถ้าจดได้ ตัวเลขนี้บอกว่าความต้องการจริงสูงกว่าจำนวนคิวที่บันทึกไว้
- คิวที่ไม่มาตามนัด เพื่อแยกให้ออกว่าช่วงไหนเงียบเพราะลูกค้าน้อยจริง หรือเงียบเพราะนัดหลุด
ควรใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 4 สัปดาห์ และแยกดูตามวันในสัปดาห์ เพราะวันจันทร์กับวันเสาร์ของร้านเดียวกันมักหน้าตาต่างกันมาก ช่วงที่มีวันหยุดยาวหรือเทศกาลควรแยกออกมาดูต่างหาก ไม่อย่างนั้นค่าเฉลี่ยจะเพี้ยน
ถ้าร้านยังจดคิวด้วยสมุด วิธีง่ายที่สุดคือทำตารางเล็ก ๆ ข้างเคาน์เตอร์ ขีดหนึ่งขีดทุกครั้งที่เริ่มคิวใหม่ในช่องชั่วโมงนั้น ทำครบ 4 สัปดาห์ก็ได้ข้อมูลที่ใช้วางแผนได้แล้ว
ขั้นที่ 2 แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ในแต่ละชั่วโมง
เมื่อรู้ว่าแต่ละชั่วโมงมีกี่คิว ขั้นต่อไปคือแปลงเป็นจำนวนพนักงาน สูตรที่ใช้ได้กับร้านส่วนใหญ่คือ
จำนวนคนที่ต้องใช้ = (จำนวนคิวในชั่วโมงนั้น × เวลาต่อคิวรวม buffer) ÷ (60 × อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย)
- เวลาต่อคิวรวม buffer คือเวลาบริการบวกเวลาเตรียมหรือทำความสะอาดระหว่างคิว เช่น ตัดผมชาย 30 นาที บวก 5 นาที เป็น 35 นาที ถ้าอยากรู้ว่าควรเผื่อเท่าไร อ่านต่อได้ที่ buffer time ระหว่างคิว
- อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย คือสัดส่วนเวลาที่คุณยอมให้พนักงานยุ่งจริง ร้านบริการนิยมตั้งไว้ราว 0.75–0.85 เพื่อเผื่อคนมาสายและงานเกินเวลา ถ้าตั้ง 1.0 แปลว่าคาดหวังให้ช่างทำงานต่อเนื่องไม่มีช่องว่างเลย ซึ่งในชีวิตจริงแทบเป็นไปไม่ได้ รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในบทความ Utilization rate คืออะไร
- ปัดขึ้นเสมอ เพราะครึ่งคนไม่มีจริง ถ้าคำนวณได้ 2.3 ให้วางแผน 3 คน หรือ 2 คนแล้วยอมรับว่าช่วงนั้นลูกค้าจะรอนานขึ้น
ถ้าร้านมีหลายบริการ ให้คิดเป็น "นาทีงาน" แทนจำนวนคิว เช่น ชั่วโมงนั้นมีตัดผม 4 คิว (35 นาที) และสระไดร์ 2 คิว (35 นาที) รวมเป็น 210 นาทีงาน แล้วหารด้วย 60 × 0.85 = 51 จะได้ประมาณ 4.1 คน
ข้อควรระวังเรื่องบริการยาว
บริการที่ยาวกว่าหนึ่งชั่วโมง เช่น ทำสีหรือนวด 90 นาที จะกินเวลาข้ามชั่วโมง ให้กระจายนาทีงานไปยังชั่วโมงที่บริการนั้นครอบคลุมจริง อย่านับรวมไว้ที่ชั่วโมงที่เริ่มอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นชั่วโมงแรกจะดูแน่นเกินจริง และชั่วโมงถัดไปจะดูว่างเกินจริง
ขั้นที่ 3 ตัวอย่างจัดตารางพนักงานร้านตัดผมวันเสาร์
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ร้านตัดผมชายแห่งหนึ่งเปิด 10:00–20:00 มีช่าง 4 คน บริการหลักคือตัดผมชาย 30 นาที บวก buffer 5 นาที เป็น 35 นาทีต่อคิว ตั้งอัตราการใช้เวลาเป้าหมาย 0.85 ข้อมูลเฉลี่ยวันเสาร์ย้อนหลัง 4 สัปดาห์เป็นดังนี้
| ช่วงเวลา | คิวเฉลี่ย (ตัวอย่าง) | นาทีงาน | คนที่ต้องใช้ (คำนวณ) | วางแผนจริง |
|---|---|---|---|---|
| 10:00–11:00 | 2 | 70 | 1.4 | 2 |
| 11:00–12:00 | 3 | 105 | 2.1 | 2 |
| 12:00–13:00 | 3 | 105 | 2.1 | 2 |
| 13:00–14:00 | 4 | 140 | 2.7 | 3 |
| 14:00–15:00 | 4 | 140 | 2.7 | 3 |
| 15:00–16:00 | 5 | 175 | 3.4 | 3–4 |
| 16:00–17:00 | 6 | 210 | 4.1 | 4 |
| 17:00–18:00 | 6 | 210 | 4.1 | 4 |
| 18:00–19:00 | 5 | 175 | 3.4 | 4 |
| 19:00–20:00 | 3 | 105 | 2.1 | 2 |
วิธีอ่านตาราง ช่วง 16:00–18:00 ต้องใช้ช่างครบ 4 คน แต่ช่วงเช้า 10:00–13:00 ใช้แค่ 2 คนก็พอ ถ้าให้ช่างทั้ง 4 คนเข้า 10:00 เลิก 20:00 ร้านจะจ่ายค่าแรงราว 40 ชั่วโมงช่าง ขณะที่ความต้องการรวมตามคอลัมน์วางแผนจริงอยู่ที่ประมาณ 29–30 ชั่วโมงช่าง ส่วนต่างราว 10 ชั่วโมงคือเวลาที่จ่ายไปแต่ไม่ได้ใช้
แปลงเป็นกะเหลื่อมเวลา
จากตารางข้างบน ลองจัดกะแบบนี้ (ประมาณการ)
| ช่าง | เวลาเข้า–ออก | พัก | ชั่วโมงทำงาน |
|---|---|---|---|
| ช่าง A | 10:00–18:00 | 14:30–15:00 | 7.5 |
| ช่าง B | 10:00–18:00 | 15:00–15:30 | 7.5 |
| ช่าง C | 12:00–20:00 | 12:30–13:00 | 7.5 |
| ช่าง D | 14:00–20:00 | พักสั้นตามจังหวะคิวหลัง 19:00 | ราว 6 |
ผลคือช่วงเช้ามี 2 คน ช่วงบ่ายมี 3–4 คน (พักสลับกันช่วงที่ไม่แน่นที่สุด) และช่วง 16:00–18:00 มีครบ 4 คน ชั่วโมงงานรวมลดจาก 40 เหลือราว 28.5 ชั่วโมง โดยช่วงที่แน่นที่สุดยังมีคนครบ ส่วนช่วง 18:00–19:00 ที่ตารางบอกว่าต้องใช้ 4 คนแต่มีเพียง 2 คน ร้านอาจเลือกให้ช่าง A หรือ B อยู่ต่ออีกหนึ่งชั่วโมงในวันที่คิวจองเต็ม หรือจำกัดการรับจองช่วงนั้นให้พอดีกับคนที่มี ชั่วโมงที่ประหยัดได้จะนำไปเพิ่มในวันที่ขาดคน เช่น ศุกร์เย็น หรือใช้ลดต้นทุนก็ได้
ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ร้านคุณอาจมีข้อจำกัดเรื่องค่าแรงขั้นต่ำต่อกะ ระยะทางที่พนักงานเดินทาง หรือข้อตกลงเรื่องชั่วโมงงาน ซึ่งต้องนำมาประกอบการตัดสินใจด้วย
รูปแบบกะที่ใช้บ่อยในร้านบริการ
เมื่อรู้ความต้องการรายชั่วโมงแล้ว ลองเลือกรูปแบบกะที่เข้ากับร้าน
| รูปแบบกะ | เหมาะกับ | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|
| กะเดียวเต็มวัน | ร้านเล็กที่ความต้องการเรียบ | จัดง่าย ไม่ต้องคิดมาก | จ่ายค่าแรงช่วงเงียบ |
| กะเหลื่อมเวลา | ร้านที่แน่นช่วงเย็นหรือวันหยุด | ใส่คนตรงช่วงแน่น | ต้องสื่อสารตารางให้ชัดทุกสัปดาห์ |
| กะเช้า–เย็นแยกกัน | ร้านที่เปิดยาว 11–12 ชั่วโมง | ไม่มีใครทำงานยาวเกินไป | ช่วงเปลี่ยนกะต้องส่งต่องานให้ดี |
| พนักงานพาร์ตไทม์ช่วงพีก | ร้านที่แน่นมากเฉพาะเสาร์อาทิตย์ | เพิ่มกำลังเฉพาะช่วงที่ต้องการ | ต้องฝึกให้ทำบริการหลักได้จริง |
| ช่างประจำตามนัด | บริการเฉพาะทาง เช่น สัก ต่อขนตา | ช่างเข้าเฉพาะวันที่มีนัด | ต้องปิดรับจองล่วงหน้าให้ตรงวันเข้า |
หลายร้านใช้ผสมกัน เช่น ช่างประจำ 2 คนเข้ากะเหลื่อมเวลา บวกพาร์ตไทม์ 1 คนเฉพาะเสาร์อาทิตย์ช่วงบ่าย
จัดตารางพนักงานโดยคำนึงถึงทักษะ ไม่ใช่แค่จำนวนหัว
จำนวนคนที่ถูกต้องยังไม่พอ ถ้าคนที่อยู่ในกะทำบริการที่ลูกค้าจองไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ร้านเสริมสวยที่มีช่างทำสีเพียงคนเดียว ถ้าช่างคนนั้นหยุดวันเสาร์ คิวทำสีทั้งวันก็หายไป
วิธีป้องกันคือทำ ตารางทักษะ ง่าย ๆ ว่าใครทำบริการอะไรได้ แล้วตรวจว่าทุกช่วงเวลามีคนทำบริการหลักได้อย่างน้อยหนึ่งคน
- บริการที่ขายดีที่สุด ควรมีคนทำได้มากกว่าหนึ่งคนในทุกกะ
- บริการที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ให้รับจองเฉพาะวันที่ช่างคนนั้นเข้า ระบบจองคิวออนไลน์ส่วนใหญ่ผูกบริการกับช่างได้ ลูกค้าจะเห็นเฉพาะเวลาที่มีคนทำได้จริง
- ถ้าร้านใช้ทรัพยากรร่วม เช่น ห้องนวด เตียง หรืออ่างสระผม จำนวนคนที่มีประโยชน์ต่อชั่วโมงจะไม่เกินจำนวนทรัพยากรนั้น การเพิ่มช่างเกินจำนวนเก้าอี้ไม่ได้เพิ่มคิว
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือ พนักงานหน้าร้าน ช่วงที่ลูกค้าเข้าออกถี่ การรับลูกค้า เก็บเงิน และตอบแชตจอง อาจกินเวลาช่างจนงานหลักเดินช้า ร้านที่คิวแน่นควรพิจารณาว่าช่วงพีกต้องมีคนดูแลหน้าร้านโดยเฉพาะหรือไม่
ตรวจทานตารางทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลข 3 ตัว
ตารางที่ดีไม่ได้จัดครั้งเดียวจบ ควรตรวจทานทุกสัปดาห์ด้วยตัวเลขง่าย ๆ สามตัว
- อัตราการใช้เวลาของพนักงานรายช่วง ถ้าช่วงไหนต่ำกว่า 60% ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แปลว่ามีคนเกิน ถ้าช่วงไหนสูงกว่า 90% แปลว่าคนตึงเกินไปและลูกค้าน่าจะรอนาน
- เวลารอเฉลี่ยของลูกค้า walk-in ถ้าเพิ่มขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่ง ให้ดูว่าช่วงนั้นคนพอหรือไม่
- จำนวนคิวที่ปฏิเสธหรือลูกค้าเดินออก ตัวเลขนี้บอกความต้องการที่ร้านรับไม่ทัน
ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ KPI ร้านบริการที่ควรดูทุกสัปดาห์ ถ้าตัวเลขบอกว่าคนตึงเกือบทุกช่วงแม้จัดกะเหลื่อมแล้ว คำถามถัดไปคือควร เพิ่มพนักงานหรือขยายเวลาเปิดร้าน ส่วนถ้าปัญหาอยู่ที่ช่วงพีกไม่กี่ชั่วโมง มีวิธีรับมือเฉพาะทางใน การจัดการช่วงคิวแน่น
เช็กลิสต์ก่อนประกาศตารางสัปดาห์หน้า
- ทุกชั่วโมงมีคนเพียงพอตามตารางความต้องการหรือยัง
- ช่วงพีกไม่มีใครพักยาวพร้อมกัน
- ทุกช่วงมีคนทำบริการขายดีได้อย่างน้อยหนึ่งคน
- วันหยุดของพนักงานไม่ชนกับวันที่ร้านแน่นที่สุดโดยไม่จำเป็น
- ปิดรับจองในช่วงที่คนไม่พอแล้วหรือยัง ไม่อย่างนั้นลูกค้าจะจองเข้ามาแล้วต้องรอ
- แจ้งตารางให้พนักงานล่วงหน้าพอสมควร เพื่อให้วางแผนชีวิตได้
ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด ตารางที่เปลี่ยนกะทันหันบ่อย ๆ ทำให้พนักงานเหนื่อยและลาออก ซึ่งแพงกว่าชั่วโมงงานที่ประหยัดได้
ใช้ระบบจองคิวช่วยให้ตารางกับคิวตรงกัน
ปัญหาที่พบบ่อยคือจัดตารางพนักงานไว้อย่างหนึ่ง แต่ระบบรับจองยังเปิดให้จองตามเวลาร้านทั้งวัน ลูกค้าจึงจองเข้ามาในช่วงที่คนไม่พอ วิธีแก้คือให้เวลาที่เปิดรับจองขึ้นกับตารางงานของแต่ละคน เมื่อช่างไม่อยู่ ช่องจองของช่างคนนั้นก็ต้องหายไปด้วย
ใน NadQ คุณกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดของพนักงานแต่ละคนได้ หน้าจองออนไลน์จะแสดงเฉพาะเวลาที่มีช่างว่างจริง สำหรับแพ็กเกจ Pro มีแดชบอร์ดกำลังรับคิวและตัวจำลองให้ลองเปลี่ยนจำนวนช่างหรือเวลาเปิด แล้วดูว่าจำนวนคิวต่อวันเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนตัดสินใจจริง รายละเอียดแพ็กเกจดูได้ที่ หน้าราคา และถ้าอยากเห็นค่าตั้งต้นของธุรกิจใกล้เคียงกับร้านคุณ ลองดู ร้านตัดผม หรือ ร้านสปาและนวด
สรุป
การจัดตารางพนักงานตามคิวจริงเริ่มจากข้อมูลคิวรายชั่วโมงอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แปลงเป็นนาทีงาน หารด้วย 60 คูณอัตราการใช้เวลาเป้าหมายราว 0.75–0.85 จะได้จำนวนคนที่ต้องใช้แต่ละชั่วโมง จากนั้นวางกะเหลื่อมเวลาให้คนมากที่สุดอยู่ในช่วงแน่นที่สุด ตรวจว่าทุกกะมีทักษะครบ และทบทวนทุกสัปดาห์ด้วยอัตราการใช้เวลา เวลารอ และจำนวนลูกค้าที่รับไม่ทัน ร้านส่วนใหญ่จะพบว่าไม่ต้องเพิ่มคนเสมอไป แค่ย้ายชั่วโมงงานไปไว้ถูกที่ก็รับลูกค้าได้มากขึ้นแล้ว
ถ้าอยากลองผูกตารางพนักงานเข้ากับหน้าจองคิวของร้านคุณ NadQ มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
จัดตารางพนักงานควรเริ่มจากข้อมูลอะไร
เริ่มจากจำนวนคิวที่ให้บริการจริงแยกตามวันในสัปดาห์และรายชั่วโมง ย้อนหลังอย่างน้อย 4 สัปดาห์ รวมทั้งคิวจองและ walk-in แล้วคูณด้วยเวลาบริการจริงเฉลี่ย จะได้ชั่วโมงงานที่ต้องใช้ในแต่ละช่วง
ควรตั้งเป้าให้พนักงานยุ่งกี่เปอร์เซ็นต์ของเวลา
ร้านบริการส่วนใหญ่นิยมตั้งเป้าราว 75–85% ของเวลาที่พร้อมให้บริการ เพื่อเผื่อลูกค้ามาสาย งานเกินเวลา และลูกค้า walk-in ถ้าตั้งเป้าใกล้ 100% คิวจะเลื่อนต่อกันจนลูกค้ารอนาน
ถ้าช่วงเย็นคนไม่พอแต่ช่วงเช้าคนว่าง ควรทำอย่างไร
ลองใช้กะเหลื่อมเวลา เช่น ให้บางคนเข้าสายและเลิกดึก แทนการให้ทุกคนเข้าออกพร้อมกัน ช่วยเพิ่มคนในช่วงเย็นได้โดยไม่เพิ่มชั่วโมงงานรวม


