- หน้าแรก
- บทความ
- บริหารคิวและเวลา
- คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง
คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง
วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวันของร้านบริการ หักเวลาพัก เผื่อ buffer และ utilization พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ร้านอาบน้ำแมว คลินิกเย็น และสูตรร้านที่มีหลายบริการ

สารบัญ 13
- ทำไมต้องคำนวณจำนวนคิวต่อวัน
- สูตรคำนวณจำนวนคิวต่อวันแบบพื้นฐาน
- ทำไมต้องปัดเศษลงก่อนรวม
- utilization คืออะไร ทำไมไม่ใช้ 100%
- อย่าลืมคอขวดของทรัพยากร
- ตัวอย่างที่ 1: ร้านตัดผมชาย 2 ช่าง
- ตัวอย่างที่ 2: ร้านอาบน้ำแมว 1 groomer
- ตัวอย่างที่ 3: คลินิกเย็น 2 แพทย์
- สูตรร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน
- ขั้นตอนนำไปใช้ในร้านคุณ
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้ตัวเลขคิวต่อวันตัดสินใจเรื่องอื่นต่อ
- สรุป
เจ้าของร้านบริการหลายคนตอบคำถามว่า "ร้านเรารับลูกค้าได้วันละกี่คน" ด้วยความรู้สึก บางวันรับเยอะจนช่างไม่ได้กินข้าว บางวันกลับเหลือช่องว่างเต็มตาราง การ คำนวณจำนวนคิวต่อวัน อย่างเป็นระบบช่วยให้คุณรู้ตัวเลขที่แท้จริงของร้าน รู้ว่าควรเปิดจองออนไลน์กี่คิว ควรกันไว้ให้ลูกค้า walk-in เท่าไร และรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาต้องเพิ่มคนหรือขยายเวลา
บทความนี้จะพาคุณไล่สูตรทีละขั้นแบบใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาก็ทำได้ พร้อมตัวอย่างสามแบบที่ต่างกันชัดเจน คือร้านตัดผมชาย ร้านอาบน้ำแมว และคลินิกเปิดช่วงเย็น ปิดท้ายด้วยสูตรสำหรับร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ร้านส่วนใหญ่เจอจริง
ทำไมต้องคำนวณจำนวนคิวต่อวัน
ตัวเลขคิวต่อวันไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่เป็นฐานของการตัดสินใจเกือบทุกเรื่องในร้าน
- ตั้งเป้ารายได้ได้สมจริง ถ้ารู้ว่าร้านรับได้ 25 คิวต่อวัน และค่าบริการเฉลี่ย 250 บาท คุณจะรู้เพดานรายได้ต่อวันทันที ไม่ต้องเดา
- ไม่รับคิวเกินจนงานล่ม ร้านที่รับจองเต็มทุกนาทีมักเจอคิวเลื่อนต่อกันเป็นทอด ๆ ลูกค้าช่วงเย็นรอนาน และช่างเหนื่อยจนคุณภาพงานตก
- รู้ว่าควรเปิดจองออนไลน์กี่คิว ร้านที่มีทั้งลูกค้านัดและ walk-in ต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด ไม่เช่นนั้นลูกค้าที่เดินเข้ามาจะไม่มีที่
- ตัดสินใจลงทุนได้ถูก เมื่อคิวเต็มทุกวัน ตัวเลขนี้บอกได้ว่าการเพิ่มช่างหนึ่งคนหรือขยายเวลาหนึ่งชั่วโมงจะได้คิวเพิ่มกี่คิว
ถ้าคุณยังไม่เคยคำนวณเลย ลองทำตามขั้นตอนด้านล่างกับบริการที่ขายดีที่สุดของร้านก่อน แล้วค่อยขยายไปบริการอื่น
สูตรคำนวณจำนวนคิวต่อวันแบบพื้นฐาน
สูตรที่ใช้ได้กับร้านบริการเกือบทุกประเภทมีเพียง 4 ขั้น
- เวลาที่ใช้งานได้ต่อคน = เวลาเปิดร้าน − เวลาพัก (นับเป็นนาที ต่อพนักงานหนึ่งคน)
- เวลาต่อหนึ่งคิว = เวลาทำบริการ + buffer (เวลาเก็บของ ทำความสะอาด เตรียมคิวถัดไป)
- คิวสูงสุดตามทฤษฎี = ปัดเศษลง (เวลาที่ใช้งานได้ ÷ เวลาต่อหนึ่งคิว) แล้วรวมทุกคน
- คิวที่ควรวางแผนจริง = คิวตามทฤษฎี × utilization (อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย แนะนำ 0.75–0.85)
เขียนเป็นสูตรเดียวได้ว่า
คิวต่อวัน = Σ ทุกพนักงาน [ ปัดลง( (เวลาเปิด − เวลาพัก) ÷ (เวลาบริการ + buffer) ) ] × utilization
ทำไมต้องปัดเศษลงก่อนรวม
ถ้าช่างหนึ่งคนทำได้ 15.4 คิว เศษ 0.4 คิวนั้นเอาไปรวมกับเศษของช่างอีกคนไม่ได้ เพราะลูกค้าหนึ่งคนต้องใช้ช่างคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ จึงต้องปัดลงเป็น 15 ต่อคนก่อนนำมารวมกัน
utilization คืออะไร ทำไมไม่ใช้ 100%
utilization คือสัดส่วนเวลาที่ช่างทำงานสร้างรายได้จริงเทียบกับเวลาที่มีทั้งหมด ในชีวิตจริงไม่มีร้านไหนเต็มทุกนาที เพราะมีลูกค้ามาสาย งานบางคิวเกินเวลา และช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างนัดที่ไม่มีใครจองได้ การวางแผนที่ 0.75–0.85 จึงเป็นการเผื่อความไม่แน่นอนไว้ในตัวเลข ค่าเริ่มต้นที่ NadQ ใช้คือ 0.85 และร้านปรับเองได้ ถ้าอยากเข้าใจตัวชี้วัดนี้ละเอียดขึ้น อ่านต่อได้ที่ Utilization rate คืออะไร ร้านบริการควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์
อย่าลืมคอขวดของทรัพยากร
ถ้าบริการต้องใช้อุปกรณ์หรือห้อง เช่น เก้าอี้ตัดผม อ่างสระ โต๊ะอาบน้ำสัตว์ หรือห้องทำหัตถการ ให้ใช้ค่าที่น้อยกว่าระหว่าง "จำนวนพนักงาน" กับ "จำนวนทรัพยากร" ร้านที่มีช่าง 3 คนแต่มีเก้าอี้ 2 ตัว รับคิวพร้อมกันได้แค่ 2 คิว การคำนวณด้วยจำนวนช่างอย่างเดียวจะทำให้ตัวเลขสูงเกินจริง
ตัวอย่างที่ 1: ร้านตัดผมชาย 2 ช่าง
สมมติร้านตัดผมชายมีช่าง 2 คน เก้าอี้ 2 ตัว (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตร)
- เปิด 10:00–20:00 = 600 นาที พักกลางวัน 60 นาที เหลือ 540 นาทีต่อช่าง
- ตัดผมชาย 30 นาที + buffer 5 นาที = 35 นาทีต่อคิว
- 540 ÷ 35 = 15.4 ปัดลงเป็น 15 คิวต่อช่าง
- 2 ช่าง × 15 = 30 คิวต่อวัน (สูงสุดตามทฤษฎี)
- 30 × 0.85 = 25.5 ปัดลงเป็น ประมาณ 25 คิวต่อวัน ที่ควรวางแผนจริง
ร้านตัดผมมักมีลูกค้าเดินเข้ามาเองเป็นประจำ จึงควรกันส่วนหนึ่งไว้ให้ walk-in ถ้ากันไว้ 20% ของ 25 คิว คือ 5 คิว ร้านนี้ควร เปิดจองออนไลน์ประมาณ 20 คิวต่อวัน ที่เหลือรับหน้าร้าน ถ้าอยากรู้วิธีจัดสองกลุ่มนี้ให้อยู่ในคิวเดียวโดยไม่มีใครรอนาน ดูได้ที่ จัดคิว walk-in กับลูกค้านัดในคิวเดียว และแนวทางตั้งระบบสำหรับร้านตัดผม
ตัวอย่างที่ 2: ร้านอาบน้ำแมว 1 groomer
ร้าน grooming ต่างจากร้านตัดผมตรงที่เวลาต่อตัวยาวกว่ามาก และขึ้นกับขนาดและชนิดขนของสัตว์ (ตัวอย่างสมมติ)
- เปิด 10:00–18:00 = 480 นาที พัก 60 นาที เหลือ 420 นาที
- แมวขนสั้น: อาบน้ำและเป่าแห้ง 60 นาที + buffer 15 นาที = 75 นาที
- 420 ÷ 75 = 5.6 ปัดลงเป็น 5 ตัวต่อวัน ตามทฤษฎี
- 5 × 0.85 = 4.25 ปัดลงเป็น ประมาณ 4 ตัวต่อวัน
ถ้าวันนั้นเป็นแมวขนยาวตัวใหญ่ เช่น เปอร์เซียหรือเมนคูน เวลาจะเป็น 90 + 20 = 110 นาที ได้ 420 ÷ 110 = 3.8 ปัดลงเป็น 3 ตัวตามทฤษฎี และเมื่อคูณ utilization แล้วเหลือราว 2–3 ตัวต่อวัน
สังเกตว่าเมื่อจำนวนคิวต่อวันน้อย การคูณ utilization จะทำให้ตัวเลขลดลงเป็นจำนวนเต็มทีละตัว ร้านลักษณะนี้จึงนิยมใช้ รอบเวลาคงที่ แทนการเปิดให้จองทุก 15 นาที เช่น 10:00, 11:30, 13:30, 15:00 และ 16:30 แล้วกำหนดว่าแมวขนยาวจองได้เฉพาะบางรอบ วิธีนี้ทำให้ตารางไม่แตกเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ขายไม่ได้ อ่านเพิ่มเรื่องการเลือกช่วงเวลาได้ที่ ตั้งช่วงเวลาจองคิว 15 หรือ 30 นาที และคู่มือสำหรับร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์
ตัวอย่างที่ 3: คลินิกเย็น 2 แพทย์
คลินิกที่เปิดหลังเลิกงานมีเวลาสั้นแต่รับคนไข้จำนวนมาก (ตัวอย่างสมมติ)
- เปิด 17:00–21:00 = 240 นาที ไม่มีเวลาพัก
- ตรวจ 12 นาที + buffer 3 นาที = 15 นาทีต่อราย
- 240 ÷ 15 = 16 รายต่อแพทย์
- 2 แพทย์ × 16 = 32 ราย × 0.85 = 27.2 ปัดลงเป็น ประมาณ 27 รายต่อวัน
คลินิกมักมีผู้ป่วย walk-in สูงกว่าร้านทั่วไป ถ้าคลินิกของคุณมีทั้งนัดและ walk-in อาจพิจารณากันไว้ราว 30–50% ของช่องให้ walk-in (เป็นสมมติฐานเริ่มต้น ควรปรับตามข้อมูลจริงของคลินิก) ถ้ากัน 40% จะเหลือช่องให้นัดล่วงหน้าประมาณ 16 ราย ดูแนวทางตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่หน้าคลินิก
สูตรร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน
ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขายบริการเดียว ร้านทำผมมีทั้งตัด สระไดร์ ทำสี ซึ่งใช้เวลาต่างกันหลายเท่า การใช้สูตรพื้นฐานกับบริการเดียวจึงให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน ให้ใช้สูตรถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการขายแทน
คิวต่อวัน (หลายบริการ) = (เวลาที่ใช้งานได้ × utilization) ÷ Σ (สัดส่วนบริการ_i × เวลาต่อคิว_i)
โดยสัดส่วนบริการควรดูจากข้อมูลจริงย้อนหลัง เช่น 30 วันล่าสุด ไม่ใช่จากความรู้สึก
ตัวอย่าง ร้านทำผม สไตลิสต์ 1 คน มีเวลาใช้งานได้ 540 นาทีต่อวัน สัดส่วนงานเป็นดังนี้
| บริการ | เวลาบริการ + buffer (นาที) | สัดส่วนงาน | เวลาถ่วงน้ำหนัก (นาที) |
|---|---|---|---|
| ตัดผมหญิง | 45 + 10 = 55 | 50% | 27.5 |
| สระไดร์ | 30 + 5 = 35 | 30% | 10.5 |
| ทำสีผม | 120 + 15 = 135 | 20% | 27.0 |
| รวม | 100% | 65.0 |
คำนวณได้ (540 × 0.85) ÷ 65 = 459 ÷ 65 = 7.06 ปัดลงเป็น ประมาณ 7 คิวต่อวัน ต่อสไตลิสต์หนึ่งคน
ถ้าเดือนไหนลูกค้าทำสีมากขึ้นเป็น 40% ตัวเลขนี้จะลดลงทันที นี่คือเหตุผลที่ควรคำนวณใหม่ทุกเดือนหรือเมื่อเปลี่ยนเมนูบริการ
ขั้นตอนนำไปใช้ในร้านคุณ
เมื่อเข้าใจสูตรแล้ว ลองทำตามเช็กลิสต์นี้
- จดเวลาเปิดจริงของพนักงานแต่ละคน ไม่ใช่เวลาเปิดร้าน ถ้าช่างบางคนเข้ากะบ่าย ให้คำนวณแยก
- จับเวลาบริการจริง 2–4 สัปดาห์ เวลาที่ตั้งไว้ในเมนูมักสั้นกว่าเวลาจริง ถ้าระบบจองคิวของคุณเก็บเวลาจริงให้ ใช้ค่าเฉลี่ยจากข้อมูลนั้น
- ตั้ง buffer ให้เหมาะกับบริการ งานที่ต้องฆ่าเชื้อหรือเปลี่ยนผ้าต้องใช้เวลามากกว่า ดูแนวทางใน Buffer time ระหว่างคิว ควรเผื่อกี่นาที
- เลือก utilization เริ่มต้น ร้านเพิ่งเริ่มใช้ระบบจองอาจเริ่มที่ 0.80 แล้วค่อยขยับ
- หักส่วนสำรอง walk-in ถ้าร้านรับลูกค้าเดินเข้า
- ตรวจทรัพยากรที่เป็นคอขวด เก้าอี้ ห้อง อ่าง หรือเครื่องมือเฉพาะ
- เทียบกับคิวที่เกิดขึ้นจริง ถ้าคิวเต็มทุกวันแต่ช่างยังมีเวลาว่างเยอะ แปลว่าตั้งเวลาบริการยาวเกินไป ถ้าลูกค้ารอนานทุกเย็น แปลว่าตั้งสั้นเกินไปหรือช่วงเย็นแน่นเกิน ดู จัดการช่วงคิวแน่น
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้เวลาเปิดร้านแทนเวลาทำงานของคน ร้านเปิด 10 ชั่วโมงแต่ช่างเข้าเพียง 8 ชั่วโมง ตัวเลขจะเกินจริง
- ลืมเวลาพัก ช่างต้องกินข้าวและพัก ถ้าไม่หักออกตั้งแต่แรก ช่วงบ่ายจะมีคิวซ้อน
- เปิดรับเกินเพื่อชดเชยคนไม่มา การรับจองเกินควรตั้งอย่างระมัดระวังและจำกัดสัดส่วน ค่าเริ่มต้นที่ปลอดภัยคือ 0% อ่านเหตุผลได้ใน Overbooking ควรทำไหม
- คำนวณครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวน สัดส่วนบริการและจำนวนพนักงานเปลี่ยนตลอด
ใช้ตัวเลขคิวต่อวันตัดสินใจเรื่องอื่นต่อ
เมื่อได้ตัวเลขแล้ว คุณจะใช้มันเป็นเข็มทิศได้หลายเรื่อง
| สถานการณ์ | สิ่งที่ตัวเลขบอก | ควรทำอะไรต่อ |
|---|---|---|
| จองเต็มเกิน 90% ของคิวที่วางแผนแทบทุกวัน | ความต้องการเกินกำลังร้าน | พิจารณาเพิ่มคนหรือขยายเวลา |
| จองเต็มเฉพาะเย็นและวันหยุด | ความต้องการกระจุกบางช่วง | ย้ายกะพนักงานไปช่วงแน่น |
| คิวว่างเกินครึ่งเกือบทุกวัน | ร้านยังรับได้อีกมาก | เน้นการตลาดและลูกค้ากลับมาซ้ำ |
| คิวเต็มแต่รายได้ไม่ขึ้น | บริการเวลานานราคาต่ำกินเวลา | ทบทวนราคาต่อชั่วโมงของแต่ละบริการ |
ถ้าคิวเต็มจนต้องคิดเรื่องขยายกำลัง อ่านต่อที่ เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน และถ้าปัญหาอยู่ที่ช่วงเวลามากกว่าจำนวนคน ดู จัดตารางพนักงานตามคิวจริง
ใน NadQ ตัวเลขชุดนี้คำนวณให้อัตโนมัติจากเวลาทำการ กะพนักงาน เวลาพัก บริการ และทรัพยากรที่คุณตั้งไว้ หน้า capacity dashboard แสดงว่าแต่ละวันรับได้กี่คิว จองไปแล้วเท่าไร และเหลือกี่คิว ส่วนแพ็กเกจ Pro มี simulator ให้ลองว่าถ้าเพิ่มช่างหรือขยายเวลาจะได้คิวเพิ่มเท่าไร รายละเอียดแพ็กเกจดูได้ที่หน้าราคา
สรุป
การคำนวณจำนวนคิวต่อวันไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หลักคือเริ่มจากเวลาที่พนักงานทำงานได้จริงหลังหักพัก หารด้วยเวลาบริการรวม buffer ปัดเศษลงต่อคน แล้วคูณ utilization ราว 0.75–0.85 เพื่อเผื่อความไม่แน่นอน ถ้าร้านมีหลายบริการให้ใช้เวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากข้อมูลจริง อย่าลืมหักส่วน walk-in และตรวจทรัพยากรที่เป็นคอขวด ทั้งสามตัวอย่างในบทความนี้แสดงให้เห็นว่าร้านต่างประเภทได้ตัวเลขต่างกันมาก ตัวเลขของร้านคุณจึงต้องมาจากข้อมูลของร้านคุณเอง และควรทบทวนทุกเดือน
ถ้าอยากลองให้ระบบคำนวณคิวต่อวันจากการตั้งค่าร้านจริง NadQ มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมไม่ควรเปิดรับคิวเต็ม 100% ตามเวลาเปิดร้าน
เพราะงานจริงมีความไม่แน่นอน ทั้งลูกค้ามาสาย งานบางคิวใช้เวลานานกว่าปกติ และช่วงว่างที่ไม่มีใครจอง ถ้าคำนวณเต็ม 100% คิวท้าย ๆ ของวันจะเลื่อนต่อกันเป็นทอด ๆ การคูณด้วย utilization ประมาณ 0.75–0.85 ช่วยเผื่อส่วนนี้ไว้
ร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน คำนวณคิวต่อวันอย่างไร
ใช้เวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนบริการที่ขายจริง เช่น ดูย้อนหลัง 30 วันว่าแต่ละบริการคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วนำเวลาที่ใช้งานได้คูณ utilization หารด้วยเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักนั้น
ถ้ามีช่าง 3 คน แต่มีเก้าอี้แค่ 2 ตัว ต้องนับอย่างไร
ให้นับตามคอขวด คือค่าที่น้อยกว่าระหว่างจำนวนพนักงานกับจำนวนทรัพยากรที่บริการนั้นต้องใช้ ในกรณีนี้รับคิวพร้อมกันได้สูงสุด 2 คิว ไม่ใช่ 3


