1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. บริหารคิวและเวลา
  4. คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง
บริหารคิวและเวลา

คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง

วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวันของร้านบริการ หักเวลาพัก เผื่อ buffer และ utilization พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ร้านอาบน้ำแมว คลินิกเย็น และสูตรร้านที่มีหลายบริการ

โดย ทีม NadQเผยแพร่ อ่าน 7 นาที
ภาพปกบทความ คำนวณจำนวนคิวต่อวัน
สารบัญ 13
  1. ทำไมต้องคำนวณจำนวนคิวต่อวัน
  2. สูตรคำนวณจำนวนคิวต่อวันแบบพื้นฐาน
  3. ทำไมต้องปัดเศษลงก่อนรวม
  4. utilization คืออะไร ทำไมไม่ใช้ 100%
  5. อย่าลืมคอขวดของทรัพยากร
  6. ตัวอย่างที่ 1: ร้านตัดผมชาย 2 ช่าง
  7. ตัวอย่างที่ 2: ร้านอาบน้ำแมว 1 groomer
  8. ตัวอย่างที่ 3: คลินิกเย็น 2 แพทย์
  9. สูตรร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน
  10. ขั้นตอนนำไปใช้ในร้านคุณ
  11. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  12. ใช้ตัวเลขคิวต่อวันตัดสินใจเรื่องอื่นต่อ
  13. สรุป

เจ้าของร้านบริการหลายคนตอบคำถามว่า "ร้านเรารับลูกค้าได้วันละกี่คน" ด้วยความรู้สึก บางวันรับเยอะจนช่างไม่ได้กินข้าว บางวันกลับเหลือช่องว่างเต็มตาราง การ คำนวณจำนวนคิวต่อวัน อย่างเป็นระบบช่วยให้คุณรู้ตัวเลขที่แท้จริงของร้าน รู้ว่าควรเปิดจองออนไลน์กี่คิว ควรกันไว้ให้ลูกค้า walk-in เท่าไร และรู้ว่าเมื่อไรถึงเวลาต้องเพิ่มคนหรือขยายเวลา

บทความนี้จะพาคุณไล่สูตรทีละขั้นแบบใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาก็ทำได้ พร้อมตัวอย่างสามแบบที่ต่างกันชัดเจน คือร้านตัดผมชาย ร้านอาบน้ำแมว และคลินิกเปิดช่วงเย็น ปิดท้ายด้วยสูตรสำหรับร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ร้านส่วนใหญ่เจอจริง

ทำไมต้องคำนวณจำนวนคิวต่อวัน

ตัวเลขคิวต่อวันไม่ใช่แค่ตัวเลขสวย ๆ บนกระดาษ แต่เป็นฐานของการตัดสินใจเกือบทุกเรื่องในร้าน

  • ตั้งเป้ารายได้ได้สมจริง ถ้ารู้ว่าร้านรับได้ 25 คิวต่อวัน และค่าบริการเฉลี่ย 250 บาท คุณจะรู้เพดานรายได้ต่อวันทันที ไม่ต้องเดา
  • ไม่รับคิวเกินจนงานล่ม ร้านที่รับจองเต็มทุกนาทีมักเจอคิวเลื่อนต่อกันเป็นทอด ๆ ลูกค้าช่วงเย็นรอนาน และช่างเหนื่อยจนคุณภาพงานตก
  • รู้ว่าควรเปิดจองออนไลน์กี่คิว ร้านที่มีทั้งลูกค้านัดและ walk-in ต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัด ไม่เช่นนั้นลูกค้าที่เดินเข้ามาจะไม่มีที่
  • ตัดสินใจลงทุนได้ถูก เมื่อคิวเต็มทุกวัน ตัวเลขนี้บอกได้ว่าการเพิ่มช่างหนึ่งคนหรือขยายเวลาหนึ่งชั่วโมงจะได้คิวเพิ่มกี่คิว

ถ้าคุณยังไม่เคยคำนวณเลย ลองทำตามขั้นตอนด้านล่างกับบริการที่ขายดีที่สุดของร้านก่อน แล้วค่อยขยายไปบริการอื่น

สูตรคำนวณจำนวนคิวต่อวันแบบพื้นฐาน

สูตรที่ใช้ได้กับร้านบริการเกือบทุกประเภทมีเพียง 4 ขั้น

  1. เวลาที่ใช้งานได้ต่อคน = เวลาเปิดร้าน − เวลาพัก (นับเป็นนาที ต่อพนักงานหนึ่งคน)
  2. เวลาต่อหนึ่งคิว = เวลาทำบริการ + buffer (เวลาเก็บของ ทำความสะอาด เตรียมคิวถัดไป)
  3. คิวสูงสุดตามทฤษฎี = ปัดเศษลง (เวลาที่ใช้งานได้ ÷ เวลาต่อหนึ่งคิว) แล้วรวมทุกคน
  4. คิวที่ควรวางแผนจริง = คิวตามทฤษฎี × utilization (อัตราการใช้เวลาเป้าหมาย แนะนำ 0.75–0.85)

เขียนเป็นสูตรเดียวได้ว่า

คิวต่อวัน = Σ ทุกพนักงาน [ ปัดลง( (เวลาเปิด − เวลาพัก) ÷ (เวลาบริการ + buffer) ) ] × utilization

ทำไมต้องปัดเศษลงก่อนรวม

ถ้าช่างหนึ่งคนทำได้ 15.4 คิว เศษ 0.4 คิวนั้นเอาไปรวมกับเศษของช่างอีกคนไม่ได้ เพราะลูกค้าหนึ่งคนต้องใช้ช่างคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ จึงต้องปัดลงเป็น 15 ต่อคนก่อนนำมารวมกัน

utilization คืออะไร ทำไมไม่ใช้ 100%

utilization คือสัดส่วนเวลาที่ช่างทำงานสร้างรายได้จริงเทียบกับเวลาที่มีทั้งหมด ในชีวิตจริงไม่มีร้านไหนเต็มทุกนาที เพราะมีลูกค้ามาสาย งานบางคิวเกินเวลา และช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างนัดที่ไม่มีใครจองได้ การวางแผนที่ 0.75–0.85 จึงเป็นการเผื่อความไม่แน่นอนไว้ในตัวเลข ค่าเริ่มต้นที่ NadQ ใช้คือ 0.85 และร้านปรับเองได้ ถ้าอยากเข้าใจตัวชี้วัดนี้ละเอียดขึ้น อ่านต่อได้ที่ Utilization rate คืออะไร ร้านบริการควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์

อย่าลืมคอขวดของทรัพยากร

ถ้าบริการต้องใช้อุปกรณ์หรือห้อง เช่น เก้าอี้ตัดผม อ่างสระ โต๊ะอาบน้ำสัตว์ หรือห้องทำหัตถการ ให้ใช้ค่าที่น้อยกว่าระหว่าง "จำนวนพนักงาน" กับ "จำนวนทรัพยากร" ร้านที่มีช่าง 3 คนแต่มีเก้าอี้ 2 ตัว รับคิวพร้อมกันได้แค่ 2 คิว การคำนวณด้วยจำนวนช่างอย่างเดียวจะทำให้ตัวเลขสูงเกินจริง

ตัวอย่างที่ 1: ร้านตัดผมชาย 2 ช่าง

สมมติร้านตัดผมชายมีช่าง 2 คน เก้าอี้ 2 ตัว (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตร)

  • เปิด 10:00–20:00 = 600 นาที พักกลางวัน 60 นาที เหลือ 540 นาทีต่อช่าง
  • ตัดผมชาย 30 นาที + buffer 5 นาที = 35 นาทีต่อคิว
  • 540 ÷ 35 = 15.4 ปัดลงเป็น 15 คิวต่อช่าง
  • 2 ช่าง × 15 = 30 คิวต่อวัน (สูงสุดตามทฤษฎี)
  • 30 × 0.85 = 25.5 ปัดลงเป็น ประมาณ 25 คิวต่อวัน ที่ควรวางแผนจริง

ร้านตัดผมมักมีลูกค้าเดินเข้ามาเองเป็นประจำ จึงควรกันส่วนหนึ่งไว้ให้ walk-in ถ้ากันไว้ 20% ของ 25 คิว คือ 5 คิว ร้านนี้ควร เปิดจองออนไลน์ประมาณ 20 คิวต่อวัน ที่เหลือรับหน้าร้าน ถ้าอยากรู้วิธีจัดสองกลุ่มนี้ให้อยู่ในคิวเดียวโดยไม่มีใครรอนาน ดูได้ที่ จัดคิว walk-in กับลูกค้านัดในคิวเดียว และแนวทางตั้งระบบสำหรับร้านตัดผม

ตัวอย่างที่ 2: ร้านอาบน้ำแมว 1 groomer

ร้าน grooming ต่างจากร้านตัดผมตรงที่เวลาต่อตัวยาวกว่ามาก และขึ้นกับขนาดและชนิดขนของสัตว์ (ตัวอย่างสมมติ)

  • เปิด 10:00–18:00 = 480 นาที พัก 60 นาที เหลือ 420 นาที
  • แมวขนสั้น: อาบน้ำและเป่าแห้ง 60 นาที + buffer 15 นาที = 75 นาที
  • 420 ÷ 75 = 5.6 ปัดลงเป็น 5 ตัวต่อวัน ตามทฤษฎี
  • 5 × 0.85 = 4.25 ปัดลงเป็น ประมาณ 4 ตัวต่อวัน

ถ้าวันนั้นเป็นแมวขนยาวตัวใหญ่ เช่น เปอร์เซียหรือเมนคูน เวลาจะเป็น 90 + 20 = 110 นาที ได้ 420 ÷ 110 = 3.8 ปัดลงเป็น 3 ตัวตามทฤษฎี และเมื่อคูณ utilization แล้วเหลือราว 2–3 ตัวต่อวัน

สังเกตว่าเมื่อจำนวนคิวต่อวันน้อย การคูณ utilization จะทำให้ตัวเลขลดลงเป็นจำนวนเต็มทีละตัว ร้านลักษณะนี้จึงนิยมใช้ รอบเวลาคงที่ แทนการเปิดให้จองทุก 15 นาที เช่น 10:00, 11:30, 13:30, 15:00 และ 16:30 แล้วกำหนดว่าแมวขนยาวจองได้เฉพาะบางรอบ วิธีนี้ทำให้ตารางไม่แตกเป็นช่องเล็ก ๆ ที่ขายไม่ได้ อ่านเพิ่มเรื่องการเลือกช่วงเวลาได้ที่ ตั้งช่วงเวลาจองคิว 15 หรือ 30 นาที และคู่มือสำหรับร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์

ตัวอย่างที่ 3: คลินิกเย็น 2 แพทย์

คลินิกที่เปิดหลังเลิกงานมีเวลาสั้นแต่รับคนไข้จำนวนมาก (ตัวอย่างสมมติ)

  • เปิด 17:00–21:00 = 240 นาที ไม่มีเวลาพัก
  • ตรวจ 12 นาที + buffer 3 นาที = 15 นาทีต่อราย
  • 240 ÷ 15 = 16 รายต่อแพทย์
  • 2 แพทย์ × 16 = 32 ราย × 0.85 = 27.2 ปัดลงเป็น ประมาณ 27 รายต่อวัน

คลินิกมักมีผู้ป่วย walk-in สูงกว่าร้านทั่วไป ถ้าคลินิกของคุณมีทั้งนัดและ walk-in อาจพิจารณากันไว้ราว 30–50% ของช่องให้ walk-in (เป็นสมมติฐานเริ่มต้น ควรปรับตามข้อมูลจริงของคลินิก) ถ้ากัน 40% จะเหลือช่องให้นัดล่วงหน้าประมาณ 16 ราย ดูแนวทางตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่หน้าคลินิก

สูตรร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน

ร้านส่วนใหญ่ไม่ได้ขายบริการเดียว ร้านทำผมมีทั้งตัด สระไดร์ ทำสี ซึ่งใช้เวลาต่างกันหลายเท่า การใช้สูตรพื้นฐานกับบริการเดียวจึงให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน ให้ใช้สูตรถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการขายแทน

คิวต่อวัน (หลายบริการ) = (เวลาที่ใช้งานได้ × utilization) ÷ Σ (สัดส่วนบริการ_i × เวลาต่อคิว_i)

โดยสัดส่วนบริการควรดูจากข้อมูลจริงย้อนหลัง เช่น 30 วันล่าสุด ไม่ใช่จากความรู้สึก

ตัวอย่าง ร้านทำผม สไตลิสต์ 1 คน มีเวลาใช้งานได้ 540 นาทีต่อวัน สัดส่วนงานเป็นดังนี้

บริการ เวลาบริการ + buffer (นาที) สัดส่วนงาน เวลาถ่วงน้ำหนัก (นาที)
ตัดผมหญิง 45 + 10 = 55 50% 27.5
สระไดร์ 30 + 5 = 35 30% 10.5
ทำสีผม 120 + 15 = 135 20% 27.0
รวม 100% 65.0

คำนวณได้ (540 × 0.85) ÷ 65 = 459 ÷ 65 = 7.06 ปัดลงเป็น ประมาณ 7 คิวต่อวัน ต่อสไตลิสต์หนึ่งคน

ถ้าเดือนไหนลูกค้าทำสีมากขึ้นเป็น 40% ตัวเลขนี้จะลดลงทันที นี่คือเหตุผลที่ควรคำนวณใหม่ทุกเดือนหรือเมื่อเปลี่ยนเมนูบริการ

ขั้นตอนนำไปใช้ในร้านคุณ

เมื่อเข้าใจสูตรแล้ว ลองทำตามเช็กลิสต์นี้

  1. จดเวลาเปิดจริงของพนักงานแต่ละคน ไม่ใช่เวลาเปิดร้าน ถ้าช่างบางคนเข้ากะบ่าย ให้คำนวณแยก
  2. จับเวลาบริการจริง 2–4 สัปดาห์ เวลาที่ตั้งไว้ในเมนูมักสั้นกว่าเวลาจริง ถ้าระบบจองคิวของคุณเก็บเวลาจริงให้ ใช้ค่าเฉลี่ยจากข้อมูลนั้น
  3. ตั้ง buffer ให้เหมาะกับบริการ งานที่ต้องฆ่าเชื้อหรือเปลี่ยนผ้าต้องใช้เวลามากกว่า ดูแนวทางใน Buffer time ระหว่างคิว ควรเผื่อกี่นาที
  4. เลือก utilization เริ่มต้น ร้านเพิ่งเริ่มใช้ระบบจองอาจเริ่มที่ 0.80 แล้วค่อยขยับ
  5. หักส่วนสำรอง walk-in ถ้าร้านรับลูกค้าเดินเข้า
  6. ตรวจทรัพยากรที่เป็นคอขวด เก้าอี้ ห้อง อ่าง หรือเครื่องมือเฉพาะ
  7. เทียบกับคิวที่เกิดขึ้นจริง ถ้าคิวเต็มทุกวันแต่ช่างยังมีเวลาว่างเยอะ แปลว่าตั้งเวลาบริการยาวเกินไป ถ้าลูกค้ารอนานทุกเย็น แปลว่าตั้งสั้นเกินไปหรือช่วงเย็นแน่นเกิน ดู จัดการช่วงคิวแน่น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้เวลาเปิดร้านแทนเวลาทำงานของคน ร้านเปิด 10 ชั่วโมงแต่ช่างเข้าเพียง 8 ชั่วโมง ตัวเลขจะเกินจริง
  • ลืมเวลาพัก ช่างต้องกินข้าวและพัก ถ้าไม่หักออกตั้งแต่แรก ช่วงบ่ายจะมีคิวซ้อน
  • เปิดรับเกินเพื่อชดเชยคนไม่มา การรับจองเกินควรตั้งอย่างระมัดระวังและจำกัดสัดส่วน ค่าเริ่มต้นที่ปลอดภัยคือ 0% อ่านเหตุผลได้ใน Overbooking ควรทำไหม
  • คำนวณครั้งเดียวแล้วไม่ทบทวน สัดส่วนบริการและจำนวนพนักงานเปลี่ยนตลอด

ใช้ตัวเลขคิวต่อวันตัดสินใจเรื่องอื่นต่อ

เมื่อได้ตัวเลขแล้ว คุณจะใช้มันเป็นเข็มทิศได้หลายเรื่อง

สถานการณ์ สิ่งที่ตัวเลขบอก ควรทำอะไรต่อ
จองเต็มเกิน 90% ของคิวที่วางแผนแทบทุกวัน ความต้องการเกินกำลังร้าน พิจารณาเพิ่มคนหรือขยายเวลา
จองเต็มเฉพาะเย็นและวันหยุด ความต้องการกระจุกบางช่วง ย้ายกะพนักงานไปช่วงแน่น
คิวว่างเกินครึ่งเกือบทุกวัน ร้านยังรับได้อีกมาก เน้นการตลาดและลูกค้ากลับมาซ้ำ
คิวเต็มแต่รายได้ไม่ขึ้น บริการเวลานานราคาต่ำกินเวลา ทบทวนราคาต่อชั่วโมงของแต่ละบริการ

ถ้าคิวเต็มจนต้องคิดเรื่องขยายกำลัง อ่านต่อที่ เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน และถ้าปัญหาอยู่ที่ช่วงเวลามากกว่าจำนวนคน ดู จัดตารางพนักงานตามคิวจริง

ใน NadQ ตัวเลขชุดนี้คำนวณให้อัตโนมัติจากเวลาทำการ กะพนักงาน เวลาพัก บริการ และทรัพยากรที่คุณตั้งไว้ หน้า capacity dashboard แสดงว่าแต่ละวันรับได้กี่คิว จองไปแล้วเท่าไร และเหลือกี่คิว ส่วนแพ็กเกจ Pro มี simulator ให้ลองว่าถ้าเพิ่มช่างหรือขยายเวลาจะได้คิวเพิ่มเท่าไร รายละเอียดแพ็กเกจดูได้ที่หน้าราคา

สรุป

การคำนวณจำนวนคิวต่อวันไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หลักคือเริ่มจากเวลาที่พนักงานทำงานได้จริงหลังหักพัก หารด้วยเวลาบริการรวม buffer ปัดเศษลงต่อคน แล้วคูณ utilization ราว 0.75–0.85 เพื่อเผื่อความไม่แน่นอน ถ้าร้านมีหลายบริการให้ใช้เวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากข้อมูลจริง อย่าลืมหักส่วน walk-in และตรวจทรัพยากรที่เป็นคอขวด ทั้งสามตัวอย่างในบทความนี้แสดงให้เห็นว่าร้านต่างประเภทได้ตัวเลขต่างกันมาก ตัวเลขของร้านคุณจึงต้องมาจากข้อมูลของร้านคุณเอง และควรทบทวนทุกเดือน

ถ้าอยากลองให้ระบบคำนวณคิวต่อวันจากการตั้งค่าร้านจริง NadQ มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมไม่ควรเปิดรับคิวเต็ม 100% ตามเวลาเปิดร้าน

เพราะงานจริงมีความไม่แน่นอน ทั้งลูกค้ามาสาย งานบางคิวใช้เวลานานกว่าปกติ และช่วงว่างที่ไม่มีใครจอง ถ้าคำนวณเต็ม 100% คิวท้าย ๆ ของวันจะเลื่อนต่อกันเป็นทอด ๆ การคูณด้วย utilization ประมาณ 0.75–0.85 ช่วยเผื่อส่วนนี้ไว้

ร้านที่มีหลายบริการเวลาไม่เท่ากัน คำนวณคิวต่อวันอย่างไร

ใช้เวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนบริการที่ขายจริง เช่น ดูย้อนหลัง 30 วันว่าแต่ละบริการคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วนำเวลาที่ใช้งานได้คูณ utilization หารด้วยเวลาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักนั้น

ถ้ามีช่าง 3 คน แต่มีเก้าอี้แค่ 2 ตัว ต้องนับอย่างไร

ให้นับตามคอขวด คือค่าที่น้อยกว่าระหว่างจำนวนพนักงานกับจำนวนทรัพยากรที่บริการนั้นต้องใช้ ในกรณีนี้รับคิวพร้อมกันได้สูงสุด 2 คิว ไม่ใช่ 3

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด ›
บริหารคิวและเวลา

Buffer time ระหว่างคิว ควรเผื่อกี่นาทีถึงไม่ล่ม

buffer time ระหว่างคิวคือเวลาเผื่อเก็บของ ทำความสะอาด และรับมือคิวที่เกินเวลา ดูวิธีตั้งให้พอดีต่อบริการ พร้อมตารางค่าแนะนำและตัวอย่างผลต่อจำนวนคิวต่อวัน

อ่าน 7 นาที

เพิ่มรายได้และบริหารร้าน

เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน แบบไหนดีกว่า

คิวเต็มจนต้องขยายกำลังร้าน เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม หรือควรขยายเวลาเปิดร้านแทน เทียบคิวที่ได้เพิ่ม ต้นทุน และจุดคุ้มทุน พร้อมตัวอย่างคำนวณและขั้นตอนทดลอง

อ่าน 6 นาที

เพิ่มรายได้และบริหารร้าน

Utilization rate คืออะไร ร้านบริการควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์

Utilization rate คืออะไร วิธีคำนวณอัตราการใช้เวลาของช่าง ห้อง และเก้าอี้ ร้านบริการควรตั้งเป้ากี่เปอร์เซ็นต์ ตีความตัวเลขอย่างไร พร้อมตัวอย่างร้านสปา

อ่าน 7 นาที