1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. เพิ่มรายได้และบริหารร้าน
  4. เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน แบบไหนดีกว่า
เพิ่มรายได้และบริหารร้าน

เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน แบบไหนดีกว่า

คิวเต็มจนต้องขยายกำลังร้าน เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม หรือควรขยายเวลาเปิดร้านแทน เทียบคิวที่ได้เพิ่ม ต้นทุน และจุดคุ้มทุน พร้อมตัวอย่างคำนวณและขั้นตอนทดลอง

โดย ทีม NadQเผยแพร่ อ่าน 6 นาที
ภาพปกบทความ เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม เทียบกับขยายเวลาเปิดร้าน
สารบัญ 12
  1. ก่อนถามว่าเพิ่มพนักงาน คุ้มไหม ให้เช็กว่าคิวเต็มจริงหรือไม่
  2. หาคอขวดของร้านให้เจอ
  3. คำนวณคิวที่ได้เพิ่มจากแต่ละทาง
  4. ทางที่ 1: เพิ่มช่าง 1 คน พร้อมเก้าอี้ตัวที่ 3
  5. ทางที่ 2: ขยายเวลาเปิดร้าน 1 ชั่วโมง (ถึง 21:00) ช่างเดิม 2 คนอยู่ต่อ
  6. ทางที่ 3: ขยายเวลาเปิดร้าน 2 ชั่วโมง (ถึง 22:00)
  7. ทางที่ 4: ทางเลือกผสม จ้างช่างพาร์ตไทม์เฉพาะช่วงเย็น
  8. เทียบต้นทุนและจุดคุ้มทุน
  9. ต้นทุนแฝงที่มักลืม
  10. ทางเลือกที่ถูกกว่าก่อนลงทุน
  11. ทดลองก่อนตัดสินใจระยะยาว
  12. สรุป

เมื่อคิวเต็มทุกวันและลูกค้าเริ่มบ่นว่าจองไม่ได้ เจ้าของร้านมักมีสองทางในใจ คือจ้างคนเพิ่ม หรือเปิดร้านให้นานขึ้น คำถามว่า เพิ่มพนักงาน คุ้มไหม ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกร้าน เพราะขึ้นกับว่าคอขวดของร้านอยู่ที่ไหน ความต้องการกระจุกอยู่ช่วงไหน และต้นทุนของแต่ละทางเป็นอย่างไร ถ้าตัดสินใจจากความรู้สึก ร้านอาจจ้างช่างใหม่มาแล้วนั่งว่างครึ่งวัน หรือเปิดถึงสี่ทุ่มแล้วไม่มีใครมา

บทความนี้พาคุณตรวจสัญญาณก่อนตัดสินใจ หาคอขวดให้เจอ คำนวณคิวที่ได้เพิ่มจากแต่ละทาง เทียบจุดคุ้มทุนด้วยตัวอย่างตัวเลข และวางแผนทดลองก่อนผูกมัดระยะยาว

ก่อนถามว่าเพิ่มพนักงาน คุ้มไหม ให้เช็กว่าคิวเต็มจริงหรือไม่

ร้านที่รู้สึกว่า "ยุ่งมาก" ไม่ได้แปลว่ากำลังรับลูกค้าไม่พอเสมอไป ลองตอบคำถามเหล่านี้ด้วยข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 4 สัปดาห์

  • คิวที่วางแผนไว้เต็มกี่วันต่อสัปดาห์ ถ้าเต็มเฉพาะวันศุกร์ถึงอาทิตย์ ปัญหาคือการกระจายเวลา ไม่ใช่จำนวนคน
  • เต็มทั้งวันหรือเฉพาะบางช่วง ถ้าเต็มเฉพาะ 17:00–20:00 การย้ายกะหรือจ้างพาร์ตไทม์ช่วงเย็นอาจพอ ดูแนวทางใน จัดการช่วงคิวแน่น (Peak hour)
  • มีลูกค้าที่จองไม่ได้จริงหรือไม่ เช่น ลูกค้าทักถามแล้วไม่มีเวลาว่างให้ walk-in รอแล้วกลับ หรือรายชื่อรอยาว
  • คิวหายไปกับการไม่มาตามนัดเท่าไร ถ้าลูกค้าจองเต็มแต่มาไม่ครบ การลดการไม่มาตามนัดคือการเพิ่มกำลังที่ถูกที่สุด อ่านได้ที่ ลดลูกค้าไม่มาตามนัด 7 วิธี
  • utilization ของพนักงานแต่ละคนเป็นเท่าไร ถ้าช่างบางคนเต็มแต่บางคนว่าง ปัญหาอาจอยู่ที่การกระจายงาน อ่านวิธีวัดใน Utilization rate คืออะไร

ถ้าคำตอบคือคิวเต็มเกือบทุกวัน ทั้งวัน และมีลูกค้าที่รับไม่ได้จริง นั่นคือสัญญาณว่าถึงเวลาขยายกำลังแล้ว

หาคอขวดของร้านให้เจอ

กำลังรับลูกค้าของร้านถูกจำกัดด้วยสิ่งที่น้อยที่สุดในสามเรื่อง ทางแก้ต้องตรงกับคอขวด ไม่เช่นนั้นลงทุนแล้วจะไม่ได้คิวเพิ่ม

คอขวด อาการ ทางแก้ที่ตรงจุด
คน อุปกรณ์หรือห้องยังว่าง แต่ไม่มีคนทำ เพิ่มพนักงาน หรือเพิ่มชั่วโมงทำงานของคนเดิม
ทรัพยากร พนักงานพร้อมแต่เก้าอี้ ห้อง หรือช่องบริการเต็ม เพิ่มอุปกรณ์ หรือขยายเวลาให้ทรัพยากรเดิมใช้ได้นานขึ้น
เวลา เต็มเฉพาะช่วงที่ลูกค้าสะดวก ช่วงอื่นว่าง ย้ายกะ ขยายเวลาช่วงที่ลูกค้าต้องการ หรือจูงใจให้มาช่วงเงียบ

ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือ ร้านล้างรถที่มี 2 ช่องล้าง จ้างพนักงานเพิ่มจาก 4 เป็น 6 คน แต่ยังล้างได้พร้อมกันแค่ 2 คัน เพราะช่องล้างคือคอขวด การเพิ่มคนอาจช่วยให้แต่ละคันเสร็จเร็วขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เพิ่มจำนวนช่อง ดูแนวทางสำหรับธุรกิจนี้ได้ที่คาร์แคร์และล้างรถ

คำนวณคิวที่ได้เพิ่มจากแต่ละทาง

ใช้สูตรเดียวกับการคำนวณจำนวนคิวต่อวัน คือ เวลาที่ใช้งานได้ ÷ เวลาต่อคิว ปัดลงต่อคน รวมทุกคน แล้วคูณ utilization

ตัวอย่าง ร้านตัดผมชาย 2 ช่าง 2 เก้าอี้ เปิด 10:00–20:00 พัก 60 นาที เหลือ 540 นาทีต่อช่าง บริการตัดผม 30 นาที + buffer 5 นาที = 35 นาที (ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่าง)

  • ปัจจุบัน: 540 ÷ 35 = 15 คิวต่อช่าง × 2 = 30 คิวตามทฤษฎี × 0.85 = ประมาณ 25 คิวต่อวัน

ทางที่ 1: เพิ่มช่าง 1 คน พร้อมเก้าอี้ตัวที่ 3

  • 15 คิว × 3 ช่าง = 45 คิวตามทฤษฎี × 0.85 = 38.25 ปัดลงเป็น ประมาณ 38 คิวต่อวัน
  • ได้เพิ่มประมาณ 13 คิวต่อวัน

ทางที่ 2: ขยายเวลาเปิดร้าน 1 ชั่วโมง (ถึง 21:00) ช่างเดิม 2 คนอยู่ต่อ

  • 600 ÷ 35 = 17 คิวต่อช่าง × 2 = 34 คิวตามทฤษฎี × 0.85 = 28.9 ปัดลงเป็น ประมาณ 28 คิวต่อวัน
  • ได้เพิ่มประมาณ 3 คิวต่อวัน

ทางที่ 3: ขยายเวลาเปิดร้าน 2 ชั่วโมง (ถึง 22:00)

  • 660 ÷ 35 = 18 คิวต่อช่าง × 2 = 36 คิวตามทฤษฎี × 0.85 = 30.6 ปัดลงเป็น ประมาณ 30 คิวต่อวัน
  • ได้เพิ่มประมาณ 5 คิวต่อวัน แต่ช่างทำงานยาวขึ้นมาก ซึ่งกระทบทั้งความเหนื่อยและคุณภาพงาน

ทางที่ 4: ทางเลือกผสม จ้างช่างพาร์ตไทม์เฉพาะช่วงเย็น

ถ้าความต้องการส่วนเกินอยู่ที่ช่วงหลังเลิกงาน ทางเลือกกลางคือจ้างช่างพาร์ตไทม์เข้า 17:00–21:00 ใช้เก้าอี้ตัวที่ 3 และให้ร้านปิด 21:00

  • ช่างพาร์ตไทม์: 240 ÷ 35 = 6 คิวตามทฤษฎี
  • ช่างประจำ 2 คนทำงานเท่าเดิมถึง 20:00 แล้วให้พาร์ตไทม์รับช่วง 20:00–21:00 ต่อ
  • รวมเป็น 30 + 6 = 36 คิวตามทฤษฎี × 0.85 = 30.6 ปัดลงเป็น ประมาณ 30 คิวต่อวัน ได้เพิ่มราว 5 คิว ในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด

ทางนี้ได้กำลังเพิ่มใกล้เคียงการขยายเวลา 2 ชั่วโมง โดยไม่ต้องให้ช่างประจำทำงานยาวขึ้น และผูกมัดน้อยกว่าการจ้างประจำเต็มวัน เหมาะกับร้านที่ยังไม่แน่ใจว่าความต้องการจะคงอยู่ระยะยาว

จะเห็นว่าการเพิ่มคนหนึ่งคนให้กำลังเพิ่มมากกว่าการขยายเวลาหลายเท่า เพราะได้เวลาทำงานเพิ่มทั้งวัน ส่วนการขยายเวลาได้เพิ่มเฉพาะชั่วโมงที่ต่อออกไป แต่นี่เป็นเพียงด้านกำลังรับลูกค้า อีกด้านที่ต้องดูคือต้นทุนและความต้องการในช่วงเวลานั้น

เทียบต้นทุนและจุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุนคือจำนวนคิวเพิ่มที่ต้องขายได้เพื่อครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้น คำนวณง่าย ๆ ว่า

คิวที่ต้องขายเพิ่มเพื่อคุ้มทุน = ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ÷ กำไรส่วนเพิ่มต่อคิว

ประมาณการ สมมติค่าตัดผม 200 บาท ร้านแบ่งให้ช่าง 50% ร้านได้ 100 บาทต่อคิวก่อนหักต้นทุนอื่น ร้านเปิด 26 วันต่อเดือน

ประเด็น เพิ่มช่าง 1 คน ขยายเวลา 1 ชั่วโมง
กำลังที่ได้เพิ่ม (ตามตัวอย่าง) ประมาณ 13 คิวต่อวัน ประมาณ 3 คิวต่อวัน
ต้นทุนคงที่ที่เพิ่ม (สมมติ) รายได้ขั้นต่ำที่ประกันให้ช่าง อุปกรณ์ เก้าอี้ รวมเฉลี่ย 9,000 บาทต่อเดือน ค่าไฟและค่าตอบแทนช่วงเย็น รวม 300 บาทต่อวัน หรือ 7,800 บาทต่อเดือน
คิวที่ต้องขายเพิ่มเพื่อคุ้มทุน 9,000 ÷ 100 = 90 คิวต่อเดือน หรือราว 3.5 คิวต่อวัน 7,800 ÷ 100 = 78 คิวต่อเดือน หรือราว 3 คิวต่อวัน
ความเสี่ยง ผูกมัดระยะยาว ต้องมีลูกค้าพอทั้งวัน ต้องขายเต็มทุกคิวในชั่วโมงที่เพิ่มจึงจะคุ้ม
ยกเลิกได้ง่ายไหม ยากกว่า ง่ายกว่า ปรับกลับได้ทันที

ตัวเลขชุดนี้บอกเรื่องสำคัญ การขยายเวลา 1 ชั่วโมงในตัวอย่างนี้ต้องขายได้เต็มทุกคิวในชั่วโมงที่เพิ่มจึงจะคุ้มทุน ขณะที่การเพิ่มช่างต้องการเพียงราวหนึ่งในสี่ของกำลังที่ได้เพิ่ม ถ้ามีความต้องการจริงทั้งวัน การเพิ่มคนจึงคุ้มกว่า แต่ถ้าความต้องการส่วนเกินมีเฉพาะช่วงหลังเลิกงาน การขยายเวลาหรือย้ายกะอาจเหมาะกว่า ต้นทุนร้านคุณจะต่างจากตัวอย่างนี้แน่นอน ให้ใส่ตัวเลขจริงของร้านแทน

ต้นทุนแฝงที่มักลืม

  • เวลาฝึกงาน ช่างใหม่อาจใช้เวลาต่อคิวนานกว่าในเดือนแรก ทำให้คิวที่ได้เพิ่มจริงต่ำกว่าที่คำนวณ
  • ความเหนื่อยล้า การให้คนเดิมทำงานยาวขึ้นทุกวันเสี่ยงต่อคุณภาพงานและการลาออก
  • ความปลอดภัยและการเดินทาง การเปิดดึกอาจทำให้พนักงานกลับบ้านลำบาก
  • ต้นทุนการจัดการ พนักงานมากขึ้นหมายถึงเวลาจัดตาราง จ่ายค่าตอบแทน และดูแลคุณภาพมากขึ้น

ทางเลือกที่ถูกกว่าก่อนลงทุน

ก่อนจ้างคนหรือขยายเวลา ลองดูว่าดึงกำลังที่มีอยู่แล้วออกมาได้อีกหรือไม่

  1. ปรับเวลาบริการให้ตรงกับเวลาจริง ถ้าตั้งไว้ยาวเกินจริง ร้านเสียคิวทุกวันโดยไม่รู้ตัว
  2. ตั้งช่วงเวลาจองให้ลงตัว ช่วงเวลาจองที่ไม่ลงตัวกับเวลาบริการทำให้มีเวลาว่างแฝงทุกคิว ดู ตั้งช่วงเวลาจองคิว 15 หรือ 30 นาที
  3. ลดคิวที่หายไปจากการไม่มาตามนัด ด้วยการเตือนนัดและมัดจำสำหรับบริการที่เหมาะสม
  4. ย้ายกะตามความต้องการ ให้คนมากที่สุดอยู่ช่วงที่ลูกค้ามากที่สุด อ่านวิธีใน จัดตารางพนักงานตามคิวจริง
  5. จูงใจลูกค้าไปช่วงเงียบ เช่น ราคาพิเศษวันธรรมดาช่วงบ่าย หรือบริการเสริมฟรีเฉพาะบางช่วง

ถ้าทำครบแล้วคิวยังเต็ม นั่นคือหลักฐานที่ชัดว่าร้านต้องการกำลังเพิ่มจริง

ทดลองก่อนตัดสินใจระยะยาว

การตัดสินใจที่ดีควรมีช่วงทดลองที่วัดผลได้

  • ขยายเวลาแบบทดลอง 4–6 สัปดาห์ เปิดเพิ่มเฉพาะวันที่เต็มบ่อย แล้ววัดว่าชั่วโมงที่เพิ่มมีคนจองกี่เปอร์เซ็นต์
  • จ้างพาร์ตไทม์หรือช่างเสริมก่อน ในวันที่แน่นที่สุด ถ้าคิวของช่างเสริมเต็มต่อเนื่อง ค่อยพิจารณาจ้างประจำ
  • กำหนดเกณฑ์ตัดสินล่วงหน้า เช่น ถ้าชั่วโมงที่เพิ่มมีคนจองเกิน 80% ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ จะเปิดต่อถาวร ถ้าต่ำกว่า 50% จะกลับไปเวลาเดิม
  • ติดตามตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น คิวที่วางแผน คิวที่จองจริง อัตราการไม่มาตามนัด และรายได้ต่อชั่วโมง ดูรายการตัวชี้วัดที่ควรดูได้ใน KPI ร้านบริการ 8 ตัว

ในแพ็กเกจ Pro ของ NadQ มี capacity simulator ให้ลองใส่ว่าถ้าเพิ่มช่าง 1 คนหรือขยายเวลา 1 ชั่วโมง จะรับได้เพิ่มกี่คิว โดยคำนวณจากบริการ กะพนักงาน และทรัพยากรที่ร้านตั้งไว้จริง ช่วยให้เห็นตัวเลขก่อนตัดสินใจ รายละเอียดแพ็กเกจดูได้ที่หน้าราคา และถ้าคุณทำร้านตัดผม ดูตัวอย่างการตั้งค่าทั้งร้านได้ที่หน้าร้านตัดผม

สรุป

คำถามว่าเพิ่มพนักงาน คุ้มไหม ควรเริ่มจากการยืนยันว่าคิวเต็มจริงทั้งวันและมีลูกค้าที่รับไม่ได้ แล้วหาคอขวดว่าอยู่ที่คน ทรัพยากร หรือช่วงเวลา การเพิ่มพนักงานให้กำลังรับลูกค้าเพิ่มมากกว่าการขยายเวลาหลายเท่า แต่ผูกมัดระยะยาวและต้องมีความต้องการทั้งวัน ส่วนการขยายเวลาปรับกลับได้ง่ายแต่ต้องขายเกือบเต็มในชั่วโมงที่เพิ่มจึงจะคุ้ม คำนวณจุดคุ้มทุนด้วยตัวเลขจริงของร้าน ลองวิธีที่ถูกกว่าก่อน และทดลองพร้อมเกณฑ์วัดผลที่ตั้งไว้ล่วงหน้า

ถ้าอยากลองคำนวณคิวที่ได้เพิ่มจากการตั้งค่าร้านจริง NadQ มีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องเพิ่มพนักงาน

สัญญาณที่ชัดคือคิวที่วางแผนไว้เต็มเกือบทุกวันต่อเนื่องหลายสัปดาห์ มีลูกค้าจองไม่ได้หรือ walk-in รอไม่ไหวแล้วกลับ และความต้องการกระจายทั้งวัน ไม่ได้กระจุกเฉพาะช่วงเย็น ถ้าแน่นเฉพาะบางช่วง การย้ายกะมักคุ้มกว่า

ขยายเวลาเปิดร้านหนึ่งชั่วโมงได้คิวเพิ่มเท่าไร

คำนวณจากเวลาที่เพิ่มหารด้วยเวลาต่อคิว คูณจำนวนพนักงานที่อยู่ช่วงนั้น แล้วคูณ utilization เช่น ร้านตัดผมที่ใช้เวลา 35 นาทีต่อคิว ช่าง 2 คน อยู่ต่อ 1 ชั่วโมง จะได้คิวที่วางแผนได้เพิ่มราว 3 คิวต่อวัน แต่ต้องมีลูกค้าต้องการเวลานั้นจริงด้วย

เพิ่มพนักงานแล้วต้องเพิ่มอุปกรณ์หรือไม่

ต้องตรวจทรัพยากรที่บริการใช้ก่อน ถ้าร้านมีเก้าอี้หรือห้องเท่ากับจำนวนพนักงานอยู่แล้ว การเพิ่มคนโดยไม่เพิ่มเก้าอี้จะไม่ได้คิวเพิ่มในช่วงเวลาเดียวกัน ยกเว้นจัดกะให้ทำงานคนละช่วงเวลา

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูบทความทั้งหมด ›
เพิ่มรายได้และบริหารร้าน

Utilization rate คืออะไร ร้านบริการควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์

Utilization rate คืออะไร วิธีคำนวณอัตราการใช้เวลาของช่าง ห้อง และเก้าอี้ ร้านบริการควรตั้งเป้ากี่เปอร์เซ็นต์ ตีความตัวเลขอย่างไร พร้อมตัวอย่างร้านสปา

อ่าน 7 นาที

บริหารคิวและเวลา

คำนวณจำนวนคิวต่อวัน สูตรง่าย ๆ พร้อมตัวอย่างจริง

วิธีคำนวณจำนวนคิวต่อวันของร้านบริการ หักเวลาพัก เผื่อ buffer และ utilization พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ร้านอาบน้ำแมว คลินิกเย็น และสูตรร้านที่มีหลายบริการ

อ่าน 7 นาที

บริหารคิวและเวลา

จัดตารางพนักงานตามคิวจริง ไม่ขาดไม่เกิน

จัดตารางพนักงานจากข้อมูลคิวจริงรายชั่วโมง แปลงคิวเป็นจำนวนคนที่ต้องใช้ วางกะเหลื่อมเวลา พร้อมตัวอย่างร้านตัดผม ให้คนไม่ขาดช่วงแน่นและไม่ล้นช่วงเงียบ

อ่าน 8 นาที